ไปฟังธรรมะมาจ้า
(อันนี้ไปแอบฟังคนที่เค้ากำลังฟังธรรม)
1: ที่ว่าให้ดูว่างอ่ะนะ คือ ว่างมีกับว่างไม่มี แค่นี้นะ
2: แล้วคือว่างจากตัวตนเหร๋อครับ
1: ว่างจากตัวตน ว่างจากทุกสิ่งทุกอย่าง มีแต่รู้แค่นี้เอง
(อันนี้ฟังเอง)
หลวงพ่อมีอะไรแนะนำไหมคะ

ก็ถามมาสิ ไม่รู้ว่าทำอย่างไงมา ไม่รู้ว่าขัดข้องอย่างไรหรือทำอย่างไรมา
ถ้าเรารู้วิธีกรรมก็นั่นแหล่ะ อย่างที่หลวงปู่ดูลย์ท่านบอกว่า เราทุกข์เพราะตัวเนี๊ยะ ทุกข์เพราะตัวนี้ เพราะคิดนี่
แหล่ะ เคยอ่านหนังสือหลวงปู่ดูลย์แล้วใช่ไหม อันนี้เป็นสัจจะธรรมที่แน่นอน มาจากตรงนี้จริงๆ เลย ไม่จากตรงไหนหรอก มาจากตัวความคิดนี่แหล่ะ โลกทั้งโลกถล่มทลายเพราะความคิดความปรุงแต่งนี่แหล่ะ เข้าใจมั๊ย ทีนี่ไอ้เรื่องของความคิดต่างๆ เนี่ยะ เราจะไปห้ามไม่ให้คิดไม่ได้ เพราะธรรมชาติของจิตเค้าต้องรู้ต้องคิดเพียงแต่เราเป็นผู้เฝ้าดูเฉยๆ แต่การเฝ้าดูเฉยๆ ถ้าปราศจากความรู้สึกตัวปรากฏนี่มันไม่ได้เพราะความคิดเป็น อาการก็ต้องมีเครื่องมือเจริญสติด้วยเข้าใจไหม
สำคัญตรงนี้ เราต้องปลุกความรู้สึกตัวตลอดเวลา เราต้องมีสติ เข้าใจไหม สังเกตสิ คิดตั้งสิบเรื่องถึงจะรู้ตัวบางที จมไปนานใช่มั๊ย นี่เพราะว่าเราขาดสติ หรือถ้าเรารู้ตัวมีสติ ประจำ ประจำบ่อยๆ เนี่ยะ คิดปั๊ปเรารู้ทันปั๊ปมันจะดับ ธรรมชาติของความคิดพอรู้ทันมันจะหยุดจะสังเกตได้ แวปเดียวคิดใหม่อีกแล้ว ใช่มั๊ย เราก็ดูมัน ต่อไปช่วงว่างของความไม่ปรุงแต่งมันจะมากขึ้น จะดีขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้ เราต้องเริ่มทำตรงนี้ให้ได้ซะก่อน ถ้าทำได้นะ เพียงแค่นี้
เราจะเห็นความโปร่งเบา ดีขึ้น ดีขึ้น
เนี่ยะมันมีตรงนี้ที่ว่า สำคัญเราต้องทำบ่อยๆ ตอนแรกเราจะเสียท่าไปเพราะว่า มันปรุงมากกว่าจะรู้ แล้วคิดไป แล้วหลายเรื่องแล้วคิดว่าสติค่อยมา ก็ต้องเริ่มทำจริงๆ นอกจากว่าเราจะไปเดินจงกรมแล้ว มีมั๊ยเคยได้ฝึกบ้างไหม (ฝึกค่ะ) ดีมากเลย ถ้ามีโอกาสได้เดินจงกรมบ่อยๆ  ก็จะพบว่าสติที่เกิดจากการเคลื่อนไหวเนี่ยะนะ จากการเดินจงกรมเป็นสติที่คมชัด มันทันกับความคิดดี ไม่อยากให้นั่งเฉยๆ นั่งสมาธิหน่ะ มันจะเบลอ มันจะซึมมันจะเบลอหลับในไป ให้เดินจงกรม เราจะพบว่าเดินจงกรม เราจะพยายามสอดแทรกให้สติในวิธีกรรมบางเรื่อง เช่น การทำงานต่างๆ จะขึ้นบันใดห้อง จะเข้าห้องน้ำ ก็ให้อยู่กับความรู้สึกตัว อยู่กับความรู้สึกตัว ตั้งแต่ตื่นนอนเช้ามา เข้าห้องน้ำปั๊ปให้อยู่กับความรู้สึกตัว ต่อไปมันจะดีขึ้น ในชีวิตประจำวันก็ได้ เราจะคุยกับเพื่อนกับฝูงก็รู้ปั๊ป คุยปั๊ปรู้ปั๊ป อะไรต่างๆ พอเวลาว่างเห็นมันไป ต่อไปมันจะชัดขึ้น
แล้วถ้ามีโอกาสไปพักที่วัดที่วาหล่ะก็ ต้องอาศัยความสืบเนื่องเหมือนกันนะ อยู่บ้านมันไม่ค่อยขาดตอนนะ ถ้าอยู่วัดมันจะทำสักสองสามวันแบบสืบเนื่อง มันจะทำให้สติมันมั่นคงขึ้น จะสังเกตว่ามันจะทันกับความคิด ความระลึกตัวจะไวขึ้น เนี่ยะอยู่ตรงนี้เองที่ทำเนี่ยะที่ทำอยู่เนี่ยะ ถ้าลงมือทำมันก็จะเริ่ม ถ้ายังไม่ทำก็ยังมองไม่เห็น
สำคัญตรงที่ที่รู้ทันความคิด ดูจิตดูใจ อย่าไปเพ่งอย่าไปนั่งจ้องมัน เพราะส่วนมากเราไม่เคย พอมันคิดปั๊ป ก็ไม่อยากให้มันคิดก็ไปนั่งเพ่งมัน ปวดหัวเลย เครียดเลย เพราะธรรมชาติของจิตมันจะคิดมันจะนึก อย่าไปเพ่งมันอยู่เฉยๆ ยอมได้มั่ง เผลอให้มันปรุงไปมั่ง คิดมั่ง กลับมาดูใหม่ ค่อยๆ กระทำแบบนี้แหล่ะ กว่ามันจะดีขึ้น อย่าไปจ้องเป็นอันขาด ถ้าไปจ้องมันไปกดมันจะปวดหัว ก็อยู่ตรงนี้แหล่ะ
ขอให้รู้สึกตัวกับสติ มันเป็นสาระสำคัญเลย ความรู้สึกตัวนี่สำคัญมากเลย ถ้าไม่มีมันก็ดูจิตไม่ได้ ใช่ไหม เพราะจิตมันเป็นนาม มันอาศัยเนี่ยะ เรามักจะเผลอใช่ไหม ขนาดมีเนี่ยะ บางทีทำงานปุ๊ปช่วงที่เราทำงาน ล้างถ้วยสักใบไปดูจิตได้ไหม อ้าว ไม่ดูซะแล้ว ทิ้งช่วงไปแล้ว กว่าจะรู้ตัวก็นานที เพราะเราขาดสติ เพราะถ้าเรามีสติปั๊ปมันจะทำงานด้วย มันจะเห็นด้วย มันจะทำคู่กันไปต่างๆ นานา เพราะฉะนั้นตอนแรกต้องสอนมัน พยายามอยู่ กับการเคลื่อนไหว พยายามเดินจงกรมมากๆ มันจะช่วยให้สติเราไวขึ้น
ทำงานอะไรอยุ่หล่ะ ดีแล้วดีแล้ว อย่าทิ้งธรรมะแล้วกัน