หลวงพ่อปราโมทย์

พฤหัสที่ 6 สิงหาคม 2552


เรื่อง
ที่มีสาระในทางพุทธศาสนา ก็มีเรื่องหลักในทางปฏิบัติ
ทำไมเกิสาระแก่นสารหล่ะ ก็คือ
ถ้าเราปฏิบัติเราพ้นทุกข์ได้จริงเรานับถือศาสนาพุทธเพื่อที่จะพ้นทุกข์
ไม่ได้นับถือตามพ่อตามแม่ อย่างนั้นด้อยเกินไป

นี่ถ้าเราลงมือปฏิบัตินะความทุกข์จะค่อยๆ หล่นหายลงไป เรา
จะมั่นในเอ่อ พระพุทธเจ้ามีจริง พระพุทธเจ้าสอนของจริง
ก่อนอื่นต้องเห็นความจริงของคำสอนของพระพุทธเจ้าก่อน
คนที่ยังไม่เห็นความจริงของคำสอนของพระพุทธเจ้าก่อน ความศรัทธาในพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ก็ยังคลอนแคลน

คน
ที่เห็นความจริงนะ ธรรมะภาวนาแล้วมันพ้นทุกข์จริง มีประโยชน์จริงๆ
ไม่คลอนแคลน …พวกเราจะประมาทไมได้นะ พวกเรายังพร้อมที่จะกวัดแกว่ง
วันนี้ศรัทธา อีกวันต่อมาจะไม่ศรัทธาก็ได้
เพราะพระพุทธเจ้าขัดผลประโยชน์ของเรา ตอนนี้เรามีผลประโยชน์เป็นสรณะ ปุถุชน
ยังเป็นอย่างนี้ อย่างนั้นเราต้องระมัดระวังใจ
อย่าหลงกับโลกคลุกคลีกับโลกมากนัก ถูกลากออกไปเดี๋ยวลืมธรรมะไป
รู้จักเลือกคบคนนะ คบกัลยาณมิตร
คือ คนที่จะมาช่วยกัน ให้สนใจธรรมะ คนที่ชวนให้ขี้เกียจขี้คร้าน ชวนให้เหลวไหล คือ บาปนะมิตร มิตรที่บาปชวนกันทำบาป

ถือศีลไว้นะ เลือกคบกัลยาณมิตรให้ใจคอยศึกษา ใจคอยเคล้าเคลียร์ถึงเรื่องธรรมะ ตระหนักอยู่เนืองๆ ว่าหน้าที่ของเราคือ ต้องศึกษาธรรมะ ถ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์นะยังต้องศึกษานะ กระทั่งพระโสดา สกทาคาอนาคา นะเรียก พระเสขขะบุคคล ก็ยังเป็นผู้ที่คอยศึกษาอยู่ อย่าว่าปุถุชนเลย

ปุถุชน
ถือว่าเป็นผู้ไร้การศึกษา เราค่อยๆ ศึกษานะ ดึงใจเอา เข้าใจธรรมะได้โสดา
เห็นความจริงนะที่กายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา
ไม่มีเราในกายนี้ใจนี้ไม่มีเราที่ไหนเลย นอกกายนอกใจก็ไม่มีเรา
ถ้าเห็นได้อย่างนี้ ก็หมายถึงว่าเข้าใจมากขึ้นแล้ว
จะเห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับทั้งสิ้น เห็นอย่างนี้เค้าเรียกว่า
มีดวงตาเห็นธรรม พอมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว คราวนี้ไม่คลอนแคลนแล้ว

สมัย
พุทธกาลนะมีขอทานเป็นโรคเลื้อนแต่เป็นพระโสดาบัน
คนเค้าลือกันนะว่าคนนี้มั่นคงในพระพุทธเจ้า
ขอทานเป็นโรคเลื้อนแต่อุตส่าห์มาฟังธรรมนะ มาฟังธรรม ภาวนา
คนเค้าลือว่าไม่มีใครมาคลอนแคลนจากพระพุทธเจ้าได้
ข่าวนี้ได้ยินไปถึงผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ยิ่งใหญ่ชื่อ อินทะ ผู้ยิ่งใหญ่มาทดลอง
บอกว่าถ้าไม่เชื่อในพระพุทธเจ้า พระธรรมไม่มีจริง
พระสงฆ์ไม่มีจริงจะให้สมบัติเยอะแยะเลย
อินทะเลยถูกผู้เป็นโรคเลื้อนชี้หน้าด่า
บอกว่าเอาสมบัติมาหลอกล่อเท่าไหร่ไม่เอานะ พวกนี้เป็นพวกอันทพาล
อินทะรีบวิ่งหนีไปไม่กล้าสู้หน้า รีบมาพบพระพุทธเจ้า
กลัวขอทานจะมาฟ้องพระพุทธเจ้า ฟ้องก่อนได้เปรียบบอกพระพุทธเจ้าว่า
ผมมาลองใจ ไมได้เอาจริงหรอก ลองใจดูว่ามั่นคงแค่ไหน แต่ก็มั่นคงจริงๆ
เนี่ยะศรัทธาของโสดาที่มั่นคงจริงๆ ศรัทธาของเราคือศรัทธาที่กวัดแกว่งได้

เพราะฉะนั้น…ให้เราพัฒนาจิตใจ เดินกันไปเรื่อยๆ อย่าท้อถอยนะ รักศักดิ์ศรีไว้ก่อน เลือกคบกัลยาณมิตร สิ่งเหล่านี้จะเป็นนะ

ถ้า
ไม่มีกัลยาณมิตรใจท้อถอย ถ้ามีกัลยาณมิตรชวนกันทำวัตร ชวนกันภาวนา
เวลาเพื่อนขี้เกียจขี้คร้านก็คอยปลอบคอยเชียร์
เพื่อนภาวนาดีก็ชมแต่ก็มีอิจฉาบ้างนะ อิจฉาตาร้อนยกมือยกมือ อนุโมทนานะ
แต่ ฮึมๆๆๆ เราก็ฝึกของเราไปเรื่อยๆ นะ

ท่านเล่าถึง พระมหาสังคะระคิตะมหาเถระ (แต่ขอข้ามไป)

…. ไม่ยากนะถ้าจะบรรลุมรรคผลนะ ถ้าเรามีสติ แต่จะยากที่คนๆ หนึ่งจะเกิดสติขึ้นมา ทุกคนในโลกนี้จิตใจของเราคุ้นเคยกับการขาดสติ จิตเป็นอนัตตา แต่จิตเป็นธรรมชาติที่ฝึกได้ เพียงแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราฝึกให้ขาดสติ

ตั้งแต่ลืมตาดูโลกเราก็ดูคนอื่น คิดก็ชอบคิดเรื่องคนอื่น ดูก็ดูคนอื่น ฟังก็ฟังคนอื่น ไม่เคยฟังธรรมะในใจตัวเอง คอยฟังใครได้
พูดอะไรสนใจ นักการเมืองนะ วันนี้คนนี้ว่าอย่างนี้ คนนี้ว่าอย่างนั้น แค่นี้ก็เป็นข่าวหากินได้ทั้งชาติแล้ว เราฟังคนอื่น เราดูคนอื่น
เราคิดเรื่องคนอื่น เราสนใจสิ่งอื่น เราไม่ได้สนใจตัวเอง จิตใจก็พร้อมที่จะหลงไปข้างนอก หลงไปตลอดเวลาเพราะมันคุ้นเคย
คุ้นเคยที่จะหลง ไม่คุ้นเคยที่จะรู้สึกตัว แล้วทีนี้ทำอย่างไรที่จะคุ้นเคยกับความรู้สึกตัว ก็ต้องหัดรู้สึกตัวบ่อยๆ ถ้ามีความรู้สึกตัว
เกิดขึ้นก็เท่ากับรู้สภาวะนะ อย่าไปนึกเอาว่า ทำอย่างโน้นแล้วความรู้สึกตัวจะเกิด ทำอย่างนี้แล้วสติจะเกิด ไม่ได้กินหรอก

ต้องฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนนะ ในคัมภีร์ของเราสอนไว้นะ ท่านสอนอะไร อะไรทำให้สติเกิด ท่านไม่ได้บอกไว้ว่าเดินจงกรมเยอะๆ แล้วสติเกิดนะ หรือว่านั่งสมาธินานๆ แล้วสติเกิด ไม่ได้สอนอย่างนั้น
ท่านสอนบอกว่าถ้าจิตจำสภาวะธรรมได้แม่น จำรูปธรรมนามธรรมได้แม่นสติจะเกิดเอง เป็นหน้าที่เรานะ อย่าเชื่อตัวเองมาก อย่าเชื่อเพื่อนมาก อย่าเชื่ออาจารย์มาก ต้องเชื่อ

ธรรมะ เรามาหัดรู้สภาวะบ่อยๆ พอหัดรู้สภาวะบ่อยๆ ก็จะทำให้สติเกิด เพราะจิตจำสภาวะได้แม่น

ถิระสัญญา คือสภาวะที่จิตจำ สภาวะธรรมได้แม่น เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ สติเป็นความระลึกได้ ถ้าเราจะระลึกได้นะเราต้องเคยรู้จัก ถ้าไม่เคยรู้จัก ก็ระลึกไม่ได้ ก็หัดทำความรู้จักสภาวะไป

สติคือเครื่องระลึกรู้สภาวะ

รูปธรรม นามธรรม รูปธรรม เช่น ร่างกาย นามธรรม เช่น ความสุข ความทุกข์
ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ ปีติ อะไรพวกเนี๊ยะ
พวกนี้เป็นนามธรรม

สติทำหน้าที่
ระลึกรู้รูปธรรมนามธรรม
แต่สติจะเกิดได้นะ สติต้องรู้รูปธรรม
นามธรรมนั้นแม่น แม่นยำเสียก่อน ทำอย่างไรจิตมันจะจำรูปธรรม
นามธรรม
ได้แม่นจนกระทั่งสติเกิด

ราต้องหัดดูรูปธรรมนามธรรมบ่อยๆ รู้เนืองๆ
เพราะฉะนั้นการเจริญสติปัฏฐานในเบื้องต้น คือ การหัดตามรู้สภาวะธรรมเนืองๆ
เพื่อให้เกิดสติ เป็นการตามรู้ทั้งหมดเลย ใช้คำว่าตามรู้กาย ตามรู้เวทนา
ตามรู้จิต ตามรู้ธรรม ใช้คำว่าตามรู้
เพราะฉะนั้นในการทำสติปัฏฐานในเบื้องต้น คือทำไปให้มีสติ
คือหัดรู้สภาวะคือการตามดูไปเรื่อยๆ ให้ใช้คำว่าตามทั้งหมดเลย คือตามรู้
ไม่ถึงขั้นการทำวิปัสนานะ


วิ
ปัสนานะถ้าดูรูปจะดูลงปัจจุบัน ถ้านามธรรมนะจะตามดูจะไม่เหมือนกัน
แต่ตอนที่จะทำเพื่อให้เกิดสตินะเป็นการตามทั้งหมดเลย ท่านถึงใช้คำว่า กายานุ
ปัสนา คือ ตามเห็นกายเนืองๆ เวทนานุปัสนาคือการเห็นเวทนาเนืองๆ
จิตตานุปัสนาคือการตามเห็นจิตเนืองๆ
ธรรมานุปัสนาคือการตามเห็นสภาวะธรรมเนืองๆ
เป็นการตามเห็น

คำ
ว่า ตามเห็นหมายถึงอะไร หมายถึงว่า การที่สภาวะธรรมเกิดขึ้นก่อน
แล้วก็ค่อยรู้ไป อย่าไปจ้องไว้ก่อน หลายคนเวลาหัดดูสภาวะจะไปจ้องไว้ก่อน
ยกตัวอย่างนะ ไป
รู้ลมหายไปแล้วไปจ้องอยู่ที่ลมหายใจ แล้วบอกว่าจะดูสภาวะของรูปธรรมนามธรรม อันนั้นเป็นการเพ่งการจ้อง จิตจะนิ่งเป็นสมถะ

บาง
คนดูท้องพองยุบนะ จิตแนบอยู่ที่ท้องนะ
ไม่หลงไม่เผลอไปไหนเลยจิตแนบอยู่ที่ท้องเลย อันนั้นไม่ใช่การตามรู้นะ
เป็นการเฝ้ารู้อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่การตามดูเป็นระยะๆ
แต่เป็นการเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา คอยดูไปเรื่อย คอยดูไปเรื่อยด้วยความจงใจ สติไม่เกิด เพราะความจงใจมันเกิด ความจงใจเป็นโลภะ
เจตนา จิตมีโลภะจิตไม่มีสติ จิตที่มีสติจะไม่มีกิเลส
เพราะฉะนั้นถ้าเริ่มต้นด้วยกิเลสนะสติจะไม่เกิด
หัดรู้สภาวะไปเรื่อยๆ อย่างบางคนไปดูขานะ ไปเดินจงกรมนะ
จิตแนบไปอยู่ที่เท้าเลย เท้าไหวรู้สึก จิตแนบไปที่เท้า
เพ่งเท้าไม่คลาดสายตา สติ ไม่เกิดหรอก เป็นการเพ่ง ได้สมถะ
เป็นสติเหมือนกันนะ แต่จะไม่ขึ้นวิปัสนา เป็นสติที่ใช้ทำสมถะ
จิตที่ใช้เพ่งใช้จ้อง ใช้ไม่ได้นะ

เพราะ
ฉะนั้นให้พวกเราหัดตามดูไป ง่ายๆ นะ เช่นเผลอไปก่อนแล้วรู้ว่าเผลอ
โลภไปก่อนแล้วรู้ว่าโลภ โกรธไปก่อนแล้วรู้ว่าโกรธคนเราชอบใช้อะไรนะ
โลภโกรธ หลง ใช่มั๊ย โลภโกรธหลงทำไมไม่รู้ว่าใช้อย่างนี้นะ อ๋อ
เรียงลำดับด้วยโทษของมันตัวโลภะเนี่ยะ มีโทษน้อย แต่ว่าละยาก
ตัวโทสะมีโทษมาก ตัวโมหะมีโทษมากร้ายแรงที่สุด
แต่ถ้าเรียงในเชิงปฏิบัติเนี่ยะ โทสะก็จะเห็นง่ายที่สุด ต่อมาก็โลภะ
โมหะเห็นยากที่สุด แต่ถ้าเรียงอีกแบบนึง เรียงจากกระบวนการเกิดของกิเลส
โมหะจะมาก่อน ต้องหลงก่อน แล้วจะค่อยโลภ ต้องโลภก่อนถึงแล้วถึงจะสุข
นี่เป็นลำดับของมัน สำนวนนะ มันจะยากๆ มันจะยักย้ายถ่ายเท
แล้วแต่ว่าเราจะพูดในแง่มุมไหน อย่างหลวงพ่อชอบขึ้นว่าหลงก่อนนะ
ว่าเราหลงปฏิบัติ ถ้าไม่หลงไม่มีโลภหรอก แล้วถ้าคนไหนใจมีโลภนะ
ใจมันหลงไปจึงมีโลภ อยากไปแล้ว ใจมันโกรธขึ้นมาเพราะว่าโลภ
ถ้าไม่หลงไม่โลภหรอ ถ้าไม่โลภไม่โกรธหรอก แล้วถ้าคนไหนนะใคมันโลภมา
ใจมันหลงไปก็รู้ว่าหลง ใจมันโลภก็รู้ว่าเมื่อกี้โลภไปแล้วอยากไปแล้ว
ใจมันหลงมา ก็รู้ว่า อ๋อเมื่อกี้หลงไปโกรธแล้ว โกรธก็ต้องหลงโกรธนะ
โลภก็ต้องหลงโลภ เพราะเวลาโกรธเวลาโลภนะต้องประกอบด้วยโมหะ
ไม่ใช่มีราคะโดดๆ โทสะโดดๆ เพราะฉะนั้นนะโมหะเป็นกิเลสยืนพื้น เกิดเดี่ยวๆ
ก็ได้ เกิดร่วมกับราคะก็ได้ เกิดร่วมกับโทสะก็ได้ไม่เหมือนราคะกับโทสะนะ
ราคะกับโทสะไม่เกิดร่วมกัน ต้องเกิดแยกกัน
แต่โมหะไปเกิดร่วมกับเค้าได้ทุกตัว เกิดเดี่ยวๆ ก็ได้


เพราะ
ฉะนั้นเวลาเรามีสภาวะอะไรเกิดขึ้นเช่นใจลอยไป เกิดระลึกขึ้นได้ว่า
อ้าวเมื่อกี้หลงใจลอยไป มีคำว่าเมื่อกี้
คือจะต้องใจลอยไปก่อนแล้วก็ตามรู้ไป อ้าวเมื่อกี้ใจลอยไป เฝ้าดูเล่นๆ
สบายๆ ไปนะ เช่น อ้าวเมื่อกี้เผลอ มีราคะ เผลอเพลิน หรือคุยๆ
กับเพื่อนนะเลือดขึ้นหน้าโมโห เกิดระลึกขึ้นได้ว่า อ้าวโกรธไปแล้วนี่
มีสองขณะ นี่คือการตามรู้ ตามรู้ไปเรื่อยๆ นะ ไม่ต้องไปสนใจว่าเมื่อไหร่สติจะเกิด

ตามรู้บ่อยๆ คอยตามรู้ความรู้สึกของตัวเองอย่างเนืองๆ ไป พอจิตจำสภาวะได้แม่นนะ เช่น จำความโกรธได้แม่น พอความโกรธเกิดปั๊ป สติเกิดเองเลยระลึกได้ว่า อ้อความโกรธมาแล้ว ถ้าจิตจำสภาวะความโลภได้แม่นพอความโลภมานะ จิตจำสภาวะได้แม่นว่าความโลภมา

สติทำหน้าที่ระลึก รู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้น รู้ทันว่ามีอะไรตั้งอยู่ รู้ทันว่ามีอะไรหายไป รู้ตัวสภาวะ ไม่เหมือนปัญญานะ

ปัญญาไม่ได้รู้ตัวสภาวะ แต่ปัญญารู้ความเป็นไตรลักษณ์ของสภาวะ คนละเรื่องกัน

เบื้อง
ต้นให้มีสติก่อน ฝึกหัดรู้สภาวะ ตามรู้สภาวะไปเรื่อยๆ เช่น
เผลอไปแล้วเผลอไปเกา
จนระลึกได้ว่าเฮ้ยรูปมันเคลื่อนไหวไปเผลอไปก่อนนะเกิดแล้วค่อยมาระลึกได้นะ
อย่างเนี่ยะเรียกว่าตามดู แต่ไม่ใช่เอาวะคันแล้ว ขยับมือไปเกาแล้ว
มาถึงนี่แล้ว เกาแล้วนะ อย่างนี้ไม่ใช่ตามดู เผลอไปจ้องเอาไว้
ให้เราตามดูนะ ตามดูไปเรื่อย พอสติเกิดแล้ว ต่อไปก็มาเจริญปัญญา

เป็นไปได้ไหมจิตที่มีสติแล้วไม่เจริญปัญญา เป็นไปได้อย่างยิ่ง
ตัวอย่างที่ยกไปแล้วเมื่อกี้ก็คือใคร
ใครจำชื่อได้บ้างพระมหาสังคะระคิตะมหาเถระ ท่านบอกท่านมีสติตลอดเห็นมั๊ย
มีสติตลอดเลยไม่เคยเผลอ รู้ตัวทั้งวัน รู้ตัวทั้งคืน
แต่ทำไมท่านบอกว่าท่านไม่ได้ทำวิปัสนา ท่านรู้ตัวไปเรื่อยนะ
ทำคุณงามความดีไปเรื่อยนะ ไม่ยอมทำวิปัสสนา
เพราะอยากรอพระศรีอาริย์ไม่รู้ว่าจะไปรอท่านทำไมพระศรีอาริย์
เพราะฉะนั้นเจริญสติอย่างเดียวได้นะ

จิตจะพลิกจากการเจริญสติอย่างเดียวขึ้นมาเจริญปัญญา ตรงนี้ก็สำคัญมาก
เริ่มต้นด้วยการฝึกการมีสติด้วยการตามสภาวะจิต พอจิตจำสภาวะได้แม่นแล้วสติเกิดเอง เมื่อสติเกิดแล้วนั่นหน่ะ ต้องมีเครื่องมือสำคัญอีกตัวหนึ่ง ปัญญาถึงจะเกิด เครื่องมือสำคัญนี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ

สมาธิไมได้แปลว่ากำหนด ไม่ได้แปลว่านิ่งๆ ไม่ได้ว่าดูแสงวู้บๆ ว้าบๆ
ไม่ใช่ตัวลอยตัวเบา ตัวโคลง นั่นคือแค่อาการ สมาธิจริงๆ คือ
ความตั้งมั่นของจิต ถ้าหากสติระลึกรู้สภาวะนั้น ในขณะที่จิตระลึกรู้นั้น
คือ สมาธิ จิตจะตั้งมั่นปัญญาจะเกิด
ในอภิธรรมสอนว่า
สัมมาสมาธิคือเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา
ถิระสัญญา เป็นเหตุที่จิตจำสภาวะได้แม่น เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ ฉะนั้นการที่เราจำสภาวะได้ คือการดูสภาวะบ่อยๆ จิตจำสภาวะได้สติเกิด ต่อมาก็พัฒนาให้เกิดสัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิ เรื่องของสมาธิ ที่เป็นการศึกษาเรื่องจิตโดยตรง บทเรียนที่เราทำให้เกิดสัมมาสมาธิในไตรสิกขา เรียกว่า จิตสิกขาเคยได้ยินศีลสิกขาไหม ศีลสิขา จิตสิขา ปัญญาสิกขา

ศีลสิขา
นะ ตั้งใจงดเว้นการทำบาป อกุศลทางกายทางวาจา สงวนรักษากายวาจา
จิตใจไม่ห้ามนะ ถ้าเกิดกิเลสมาให้รู้ทัน กิเลสครอบงำจิตไม่ได้
กายวาจาจะไม่ผิดศีล หลักของศีล คือ มีสติรู้ทันจิตนั่นเอง ถ้าไม่มีสติรู้ทันจิตนะ รักษาศีลไมได้หรอก

สมาธิ
ก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีสติ ก็ไม่มีสมาธิ แต่สมาธิ
บทเรียนก็ต้องเรียนเรื่องจิต ถึงได้ว่าจิตสิกขา ให้เราสังเกตจิตไป
วิธีที่จะทำให้จิตเกิดสมาธิที่ถูกต้อง ต้อง

สัมมาสมาธิ มี
สองวิธี คือ วิธีหนึ่งของผู้ทรงฌาณ ก็ทำฌาณไป
จนจิตตั้งมั่นขึ้นมาเด่นดวงพวกเราทำยากนะ
ลูกศิษย์หลวงพ่อที่ทำตรงนี้ได้มีอยู่ไม่กี่คนหรอก
ส่วนใหญก็ได้แค่ขนิกกะสมาธิ คือ สมาธิอย่างชาวบ้านธรรมดาๆ นั่นเอง
แต่สมาธินี้บรรลุมรรคผลได้ คนส่วนใหญ่บรรลุมรรคผลได้ด้วยวิธีนี้
ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ไม่ใช่เข้าฌาณแล้วบรรลุนะ
คนส่วนใหญ่ก็เจริญสติในชีวิตประจำวัน ถึง 64%

64% จะบรรลุด้วยการเจริญสติในชีวิตธรรดานี่เอง สมัยพุทธกาลนะ สมัยนี้ไม่รู้ เพราะมีคนทรงฌาณสมัยนี้แทบไม่มี

ถ้าเราทรงฌาณไม่ได้วิธีที่จะให้เกิดสัมมาสมาธิ อาศัยสตินี่แหล่ะ รู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าสมาธิมีสองจำพวก สัมมาสมาธิ กับ มิจฉาสมาธิ

สัมมาสมาธิจิต
จะตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูนะ จิตจะแยกอยู่ต่างหาก
จิตที่เป็นสัมมาสมาธิเนี่ยะคล้ายๆ คนดูฟุตบอล เหมือนคนที่อยู่บนอัฒจรรย์
ดูฟุตบอลเห็นนักฟุตบอลวิ่งไป คนดูอยู่ต่างหาก
จิตจะแยกออกมาเป็นผู้รู้ผู้ดู จิตจะตั้งมั่น จิตมันจะไม่ถลำลงไปรู้

ถ้ามิจฉาสมาธิเหมือนกับคนที่ไปดูคอนเสิร์ท มันเผลอลงไปเต้นด้วย ถลำลงไป

ถ้าสัมมาสมาธิ เหมือนคนที่ยืนอยู่บนฝั่งแม่น้ำลำคลอง เห็นทุกสิ่งไหลตามน้ำ
ผ่านมาแล้วผ่านไป นี่สัมมาสมาธิ ใจตั้งมั่นเป็นคนดูอยู่ห่างๆ

ถ้า
มิจฉาสมาธิ คือ คนที่กระโดดลงอยู่ในน้ำแล้วไหลตามน้ำไปแนบไปอยู่กับน้ำ
ดูอะไรไม่ชัดหรอก ถ้าจะมีหมาเน่าลอยตามน้ำไป ชะโงกลงไปดู ตัวเองตกน้ำด้วย
ตัวเองจะลอยไปกับหมา ไปกับหมาไป โอ้ว หมาเที่ยงวุ๊ย หมาเที่ยง
ต้องหลีกให้ทันนะ ถ้าตัวเองไม่กระโดดนะหมาไม่เที่ยง หมามาแล้วหมาไป
แมวมาแล้วแมวไป เรือหางยาวมาแล้วไป เรือหางสั้นมาแล้วไป
เรือไม่มีหางมาแล้วก็ไป
เห็นทุกอย่างผ่านมาแล้วผ่านไป ตรงนี้จะเกิดปัญญา

ฉะนั้น
เวลาเรามาสัมมาสมาธิ ใจตั้งมั่นจะเกิดปัญญา
สัมมาสมาธิที่จะเกิดง่ายที่สุดเลยนะคือ ให้ไปรู้จิตที่ไม่ตั้งมั่น
จิตที่ไม่ตั้งมั่นมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งคือ ไม่เที่ยง อย่างไงก็ไม่เที่ยง
เอ็งไม่ตั้งมั่นได้นะ ถ้าสติระลึกรู้ เองก็ไม่เที่ยงให้ดูได้เหมือนกัน

จิตที่ไม่ตั้งมั่นเป็นอย่างไร เป็นจิตที่หลงไปทางตา หลงไปทางหู
หลงไปทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลงทางตาก็หลงไปดู
สังเกตมั๊ยเวลาดูทีวี ดูหนังมั๊ย จิตเราถลำไปดู โอ้วมันมากเลย
หรือดูฟุตบอลดูมวยนะ ยิ่งพวกดูมวย ไม่มีใครมีสติหรอกหลวงพ่อเคยดูมวยนะ
เค้าให้ไปดูฟรี ให้ตั๋วฟรี เลยไปนั่งดู "ชกกันทำไมวะ !!!" คนดูนะ
โหชกกันมันมาก ต้องอย่างนี้สิ เวลาไปดูมวยนะ หลง หลงอยู่ในโลก ลืมตัวเอง
เรียกจิตไม่ตั้งมั่น

ถ้าจิตตั้งมั่นจะเห็นทุกอย่างทำงานนะ เราอยู่ต่างหากนะ ที่แน่ๆ ได้ยิน
นะ เวลาดูได้อินจากการดู เวลาเดินได้อินจากการเดิน เวลาคิดได้อินจากการคิด
พวกเราชอบอินนะ คิดถึงคนนี้เกลียดมันนะคิดถึงคนนี้ช้อบชอบ
เห็นมั๊ยเราอินใจไม่เป็นกลางใจถลำ ถ้าเรารู้ว่าใจเราไม่เป็นกลาง
ใจจะไม่อิน ใจจะตั้งมั่นขึ้นมา แล้วจะเห็น

สภาวะ
ทุกอย่างไหลมาแล้วไหลไป พวกเราคอยฝึกเอานะ ค่อยสังเกตจิตไปเรื่อย
จิตเราหลงไปดูนะ รู้ทัน เช่นเวลาเรามองหน้า หลวงพ่อเนี่ยะ
จิตใจวิ่งมาอยู่ที่หลวงพ่อด้วย จิตมันหลงมาที่หลวงพ่อ
รู้ทันนะว่าจิตมันหลงไปอยู่ที่หลวงพ่อ เรียกว่าจิตไม่ตั้งมั่น

จิต
มันมาตั้งแช่อยู่ที่หลวงพ่อ จิตมันไม่ตั้งมั่นรู้เนื้อรู้ตัวอยู่
เวลาตั้งใจฟังรู้ไหมว่าหลงไปฟัง
เวลาเราฟังเสร็จก็เก็บไปคิดสังเกตมั๊ยก็หลงไปอยู่ในโลกของความคิด
ไม่ได้หลงไอยู่ในโลกของความรู้สึกตัว ให้ตามรู้ตามดูไป
เพราะจิตเราจะอินตลอดเวลานะ หลงไปอยู่ในโลกของการดูการฟัง การคิด
จิตมันจะหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เคยกินของอร่อยแล้วเพลินไหม เช่น
เวลาเรากินขนม เรากะจะไดเอ็ดแต่เผลอไปแว๊บเดียว เห็นมั๊ยหมดสามจานแล้ว
หลวงพ่อก็เคยเป็นบ่อยนะ สมัยเด็กนะหลวงพ่อหิวก็หิวโซนะแต่พยายามจะไดเอ็ด
สมัยนานแล้วนะเป็นโยม เผลอไปวู๊บมันหยิบไป กินไปสองจานแล้ว มันหลง คือ
หลงไป จิตไม่ตั้งมั่น

ฉะนั้นนะพวกเรา หัดรู้สภาวะบ่อยๆ ความ
โลภเกิดขึ้นก็รู้ว่าโลภไปแล้ว โกรธไปแล้ว หลงไปแล้ว โมโหไปแล้ว
รักไปแล้วชอบไปแล้ว ชังไปแล้ว ดีใจแล้ว เสียใจแล้ว สุขไปแล้ว ทุกข์ไปแล้ว
กลับไปดูอย่างนี้เรื่อยๆ จนสติเกิด
ต่อไปพอความโกรธเกิดขึ้นสติระลึกรู้เองเลย ไม่ต้องตามระลึกได้เอง
แล้วก็ตามไปปิดช่องหลง ปิดช่องไหล ดูสิว่าจิตส่งออกนอก
จิตส่งออกนอกคือจิตที่มันหลงไปไหลไป หลงไปทางตา หลงไปทางหู หลงไปคิด
หลงไปดู หลงไปฟัง พอจิตไหลไปแล้วรู้ทัน จิตไหลไปแล้วรู้ทัน ไม่ห้ามมัน
ตัวนี้สำคัญนะ ให้รู้ว่าไหลไปแล้วรู้ทัน ไม่ให้ดึง ให้รู้เฉยๆ นะ
ถ้ารู้ว่าไหลแล้วไม่ดึงจิตจะตื่นขึ้นมาพอดีเปะๆ
เลยถ้าใจลอยแล้วรู้ว่าใจลอยจิตจะตื่นมาพอดีเปะๆ
แต่ส่วนใหญ่ไม่เป็นอย่างนั้น พอรู้ว่าใจลอยแล้วรู้ว่าใจลอย รีบดึงคืน
ตัวเนี่ยะขณะที่รู้เนี่ยะตื่นแล้วแต่ขณะนี้ต้องดูให้ทัน
แต่เป็นขณะที่ตื่นเกิดขึ้น ไปดึงนะจิตมีโลภะถ้าดึงอย่างรุนแรงนะ แน่นเลย
เพราะฉะนั้นให้เราตามรู้นะ อย่างไปดึงมัน ไหลไป หลงไปแล้วก็รู้
หลงไปแล้วก็รู้ แล้วใจจะมีสมาธิขึ้น ใจจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู

ถ้ามีสติเกิดจากที่จิตจำสภาวะได้แม่น

ถ้ามีสมาธิ คือ เกิดจากการรู้ทันจิตที่ไม่มีสมาธิ คือหลงไปไหลไป
ประกอบกับจิตตั้งมั่นขึ้นมา แล้วต่อมาพอสติระลึกอะไรได้ จะเกิดปัญญา เห็นว่าทุกสิ่งที่จิตระลึกรู้ ไม่ว่าโลภ โกรธ หลง สุข ทุกข์ ดี ชั่ว ร่างกายที่ยืน เดิน นั่ง นอน ทุกอย่างมันไม่ใช่เรา

จะเห็นอย่างนี้เลยเรียกว่าปัญญาเห็นไตรลักษณ์
มีปัญญามากๆ ก็จะเกิดมรรคเกิดผลนะ
ไม่ยากหรอกที่ผู้ที่มีสติแล้วจะเกิดมรรคเกิดผลในชีวิตนี้
แต่ยากที่จะเกิดสติที่แท้จริง สติที่แท้จริงคือ มีสัมมาสติ และสัมมาสมาธิ
ถ้ามีสติและมีใจที่ตั้งมั่นถึงเรียกว่ามีสติที่แท้จริง