Image 

 

 พระ บวชใหม่รูปหนึ่งเรียนถามท่านว่า เรื่องในคัมภีร์ที่ว่า ผู้มีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้นั้น เป็นความจริงเพียงใด ท่านไม่ตอบตรงๆ ว่าได้หรือไม่ได้ แต่ตอบแบบที่ให้ผู้ฉลาดเอาไปคิดเองว่า “ในสมัยโบราณ คนเขาไม่เชื่อว่าจะเอาเหล็กมาต่อเรือได้ เพราะเหล็กจมน้ำ” ท่านยังกล่าวเสริมอีกว่า “การ เหาะเหินเดินอากาศได้นั้น เกิดแต่เหตุปัจจัยหลายอย่าง เกิดแต่กรรมก็มี เช่น นก กา บินไปมาได้ ผู้ที่ได้โลกียอภิญญาก็เหาะได้ เช่น พระเทวทัต แล้วจะกล่าวไปไยกับผู้ที่ได้โลกุตตรอภิญญา”

 

     กระผมเรียนถามท่านว่า พระอรหันต์ที่ไม่ได้ฌานมีบ้างหรือไม่ ท่านตอบว่า “มี คือพระอรหันต์สุกขวิปัสสก ซึ่งแนวปฏิบัติของท่านมุ่งตรงไปในทางวิปัสสนาเลย โดยใช้เพียงขณิกสมาธิเป็นบาทฐาน พระอรหันต์แบบนี้จะได้ญาณเพียงข้อเดียว คือ อาสวักขยญาณ ซึ่งหมายถึงญาณที่ทำให้กิเลสหรืออาสวะทั้งหลายหมดสิ้นไป”

      เย็นวันหนึ่งท่านได้เอ่ยกับกระผมว่า “พระ โสดาบันนั้น ท่านยังตัดกามไม่ขาด ยังมีเมียอยู่ ส่วนพระสกิทาคามีนั้น ถึงจะมีเมียอยู่ ก็เหมือนเป็นเพื่อนกัน ไม่ได้ร่วมหลับนอนด้วย”

      “ส่วนการเห็นแจ้งในพระนิพพานนั้น พระโสดาบันเห็นเหมือนฟ้าแลบ คือพอฟ้าแลบก็เห็นว่ามีอะไรอยู่บ้าง เรียกว่าได้ดวงตาเห็นธรรม พระอนาคามีนั้นเห็นเหมือนในคืนเดือนหงาย คือยังไม่ชัดแจ้ง ส่วนพระอรหันต์นั้นเห็นชัดแจ้งเหมือนในเวลากลางวันเลยทีเดียว”

      ใน ระหว่างที่กระผมบวชอยู่นั้น มีความอยากที่จะทราบว่า พระโสดาบันกับพระอรหันต์นั้นท่านรู้ในธรรมต่างกันอย่างไร แต่ก็ยังมิได้เอ่ยปากเรียนถามท่านตรงๆ คงเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ วันหนึ่งหลังจากทำวัตรเย็นเสร็จ พระองค์อื่นๆ กลับกุฏิหมดแล้ว เหลือแต่ท่านเจ้าคุณนรฯ กับกระผม ท่านกำลังเดินออกประตูโบสถ์ทางด้านหลังจะกลับกุฏิ กระผมเดินตามหลังท่านมาติดๆ ท่านก้าวลงบันไดด้านหลังโบสถ์ เดินเลี้ยวขวาไปตามทางคอนกรีตซึ่งเป็นทางกลับกุฏิท่าน ขณะนั้นท่านอยู่ห่างจากกระผมพอสมควรเพราะท่านเดินเร็ว พอกระผมลงบันไดตามท่านมาถึงทางเท้าเพื่อจะกลับกุฏิกระผมเช่นกัน ทันใดนั้นท่านหันหลังกลับ เดินตรงมาหากระผม หยุดแล้วกล่าวเบาๆ ว่า “พระโสดาบันรู้ว่าสิ่งใดมีเกิด สิ่งนั้นมีดับ พระอรหันต์รู้ว่าสิ่งใดไม่มีเกิด สิ่งนั้นไม่มีดับ” ท่าน พูดเพียงเท่านี้ก็หันหลังเดินกลับกุฏิไป เหตุการณ์ครั้งนี้กระผมแน่ใจเลยว่า ท่านต้องรู้ใจกระผม ท่านจึงมาตอบปัญหาให้หายสงสัย ทำให้กระผมเข้าใจว่าที่ท่านพูดว่าสิ่งใดมีเกิด สิ่งนั้นมีดับ หมายถึงธรรมทั้งปวงในโลกนี้ที่ยังต้องอาศัยปัจจัยปรุงแต่ง ส่วนสิ่งที่ไม่มีทั้งเกิดและดับนั้น ก็คือธรรมที่ไม่ต้องอาศัยปัจจัยปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่งสิ่งใด ซึ่งหมายถึงพระนิพพานนั่นเอง พระโสดาบันจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม ส่วนพระอรหันต์นั้นเป็นผู้ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

      หลัง จากที่กระผมบวชแล้วได้มีโอกาสศึกษาข้อธรรมในเรื่องการปฏิบัติ ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่าการศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์ต่างๆ ทั้งหลายในโลก ที่เราเรียนกันเพื่อไปประกอบอาชีพก็ดี หรือเพื่อการอื่นก็ดี ล้วนเป็นการเรียนจากภายนอกเข้ามาภายในทั้งสิ้น ส่วนการศึกษาปฏิบัติในทางธรรมตามคำสอนของพระศาสดานั้น เป็นการเรียนจากภายในออกมาภายนอก

      ความคิดนี้ก็ยังมีอยู่ เย็นวันหนึ่งหลังจากทำวัตรเย็นเสร็จ ท่านเจ้าคุณนรฯ ได้กล่าวกับพวกเราพระนวกะว่า “การศึกษาเล่าเรียน ความรู้ทั้งหลายในโลก เช่น วิทยาศาสตร์ อักษรศาสตร์ ฯลฯ จนกระทั่งสำเร็จได้ปริญญา เป็นการเรียนจาก ภายนอกเข้ามาภายใน ไม่มีวันที่จะจบสิ้นได้ เพราะว่าความรู้ในโลกมีมากมายเหลือเกิน แต่มีการเรียนอีกชนิดหนึ่งเป็นการเรียนจาก ภายในมาหาภายนอก คือการปฏิบัติธรรมนี่แหละ เพราะว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติธรรมทั้งปวงไว้ในกายของบุคคล ที่ยาวหนึ่งวาหนาหนึ่งคืบพร้อมทั้งสัญญาและใจ การเรียนชนิดนี้มีที่สิ้นสุด เมื่อใครจบแล้วก็จะรู้ได้ด้วยตัวเอง” ท่านช่างพูดได้ตรงกับที่ใจกระผมกำลังคิดอยู่ในขณะนั้นเลย นี่ก็เป็นหลักฐานอีกอันหนึ่งที่แสดงว่าท่านรู้วาระจิตกระผม

      นอก จากนี้ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ อีกที่เป็นหลักฐานได้ว่าท่านสามารถล่วงรู้วาระจิตกระผม เช่น เย็นวันหนึ่งท่านกล่าวกับกระผมเป็นการส่วนตัวว่า “ปริยัติน่ะพอแล้ว ให้เริ่มปฏิบัติเถอะ” แสดงว่าท่านจะต้องทราบว่าก่อนกระผมมาบวชนั้นได้ศึกษาธรรมมาบ้างพอสมควร โดยเฉพาะแนวทางของการทำกรรมฐาน

      อีก วันหนึ่ง ณ บริเวณทางเท้าด้านหลังโบสถ์หลังจากทำวัตรเย็นเสร็จ พระทุกองค์กลับกุฏิหมดแล้ว เหลือแต่ท่านเจ้าคุณนรฯ และกระผม ขณะนั้นคนดูแลโบสถ์ปิดประตูโบสถ์แล้ว รอบตัวมีแต่ความเงียบและความมืด กระผมได้กราบเรียนถามท่านถึงสิ่งซึ่งจะเอื้ออำนวยให้การทำกรรมฐานสำเร็จว่า มีอะไรบ้าง และราวกับท่านจะทราบวาระจิตกระผมขณะนั้นว่าทางโลกและทางธรรมยังยื้อยุดกัน อยู่ แม้จะสนใจศึกษาทางธรรมมาบ้าง แต่ก็ยังตัดทางโลกไม่ขาด ท่านได้กล่าวกับกระผมว่า “รู้แล้วนี่ จะไปเมื่อไหร่ก็เอา” ต่อ จากนั้นท่านก็ได้อธิบายถึงสัปปายะต่างๆ เช่น อาวาสสัปปายะ โคจรสัปปายะ เป็นต้น แล้วอธิบายแจกแจงแต่ละข้อให้เข้าใจ พอจบแล้วกระผมก็กราบลาท่านกลับกุฏิด้วยความซาบซึ้งในความกรุณาของท่าน

      ตอน เย็นบางวันหลังจาทำวัตรเสร็จ กระผมมักจะไปเดินเล่นบริเวณทางเดินระหว่างกำแพงด้านหน้าโบสถ์กับกำแพงที่ คั่นวัดกับโรงเรียนเทพศิรินทร์ วันหนึ่งระหว่างเดินเล่นเกิดความคิดขึ้นมาว่าสถานที่ทางธรรมกับทางโลกนี่ ช่างแบ่งกันเป็นสัดเป็นส่วนดีจริง มีกำแพงกั้นไว้เหมือนอยู่คนละโลก แม้จะอยู่ติดกันก็ตาม พอเย็นวันรุ่งขึ้นหลังจากทำวัตรเสร็จ ท่านเจ้าคุณนรฯ ได้กล่าวกับพระนวกะรวมทั้งกระผมด้วยว่า “บรรพชิตกับฆราวาสนั้นเหมือนกับอยู่กันคนละโลก ดูซิ เขตวัดเขาก็ทำกำแพงมากั้นไว้เป็นสัดส่วน” ท่านช่างพูดได้ตรงกับใจกระผมจริงๆ ท่านคงต้องทราบว่ากระผมคิดอะไรอยู่ คำพูดนี้กระผมรู้สึกเสมือนว่าท่านพูดกับกระผมแต่เพียงผู้เดียว

      กระผม ได้มีโอกาสอ่านหนังสือพระอภิธรรมมัตถสังคหะ เมื่ออ่านไปถึงบทที่ว่าด้วยวิปัสสนามีการกล่าวถึงวิปัสสนูกิเลส ซึ่งถ้าพระโยคาวจรไปติดอยู่ก็จะไม่ได้ซึ่งมรรคผล แต่ถ้ารู้ทันว่าเป็นเพียงอุปกิเลสซึ่งมาคู่กับวิปัสสนาแล้วทำความเพียรต่อไป โคตรภูจิต จึงจะเกิดแล้วทำหน้าที่ยึดหน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์ ครอบเสียซึ่งจิตสันดานอันเป็นปุถุชนโคตร ต่อจากนั้นมรรคจิตและผลจิตจึงจะเกิดตามมา

      ๒-๓ วันต่อมา หลังจากทำวัตรเย็น ท่านเจ้าคุณนรฯ ได้พูดกับพวกเราพระนวกะว่า“บางคนทำวิปัสสนา พอเห็นแสงสว่างเกิดขึ้นตรงหน้า (โอภาส) ก็นึกว่าตัวเองสำเร็จแล้วดีใจ ร้องเอะอะ เลยกลายเป็นบ้าไป เพราะไปยึดถืออุปกิเลสว่าเป็นตัวมรรคผล” พอท่านพูดมาถึงแค่นี้ ท่านก็หันมามองหน้ากระผม แล้วกล่าวพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ว่า “นั่นยังไม่ใช่ โคตรภู” นี่ก็แสดงว่าท่านจะต้องล่วงรู้ถึงวาระจิตของกระผมว่ามีความเข้าใจในคำนี้ แล้ว ซึ่งในความเป็นจริงกระผมเพิ่งทราบคำนี้จากกการอ่านพระอภิธรรมฯ ได้เพียง ๒-๓ วัน เท่านั้น

      เป็น ที่ทราบกันดีในหมู่บรรพชิตและคฤหัสถ์ทั้งหลายว่าท่านเจ้าคุณนรฯ ไม่รับแขกในกุฏิของท่าน กระผมได้มีโอกาสเห็นข้างในกุฏิชั้นล่างของท่านเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในตอนสายวันหนึ่งหลังจากทำวัตรเช้าเสร็จ พวกเราพระนวกะ ๔-๕ รูป ตามท่านเจ้าคุณนรฯ ไปที่กุฏิ ท่านได้แจกแผ่นพับคำสอนของท่าน เรื่อง “หน่ายกาม” (อ่านต่อได้ที่ภาคผนวก ๑ ) ข้อ ความในนั้นเป็นภาษาอังกฤษพร้อมกับมีคำแปลภาษาไทย พระนวกะด้วยกันได้เล่าให้ฟังว่าเป็นคำเทศนาของท่านที่ได้กรุณาแก่พระฝรั่ง รูปหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัดมาคอยพบท่าน พระรูปนี้ได้กราบเรียนถามถึงวิธีแก้เมื่อมีกามวิตกเข้ามารบกวนขณะกำลัง บำเพ็ญเพียรภาวนา ท่านได้เทศน์เป็นภาษาอังกฤษให้พระรูปนั้นฟังถึงวิธีแก้ ภายหลังท่านพระมหาอำพันมีความเห็นว่าคำสอนนั้นเป็นประโยชน์ควรบันทึกไว้เป็น ลายลักษณ์อักษร จึงได้จัดทำแผ่นพับนี้ขึ้น นอกจากนั้นพวกเรายังได้รับแจกสำเนาสิ่งพิมพ์อีกฉบับหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษ แผ่นหน้าเป็นคำรำพึงสั้นๆ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงเรื่องการแยกกายกับจิตขณะกำลังเสวยทุกขเวทนา ภายในเป็นประวัติสั้นๆ ของท่านเจ้าคุณนรฯ และคำสั่งสอนของท่าน ในตอนนั้นมีพระนวกะรูปหนึ่งซึ่งมีอายุมากกกว่าเพื่อนพูดขึ้นว่า “น่าจะเอาไปพิมพ์แจกเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้อ่าน” ท่านรีบห้ามทันทีแล้วพูดว่า “อย่าให้เป็น Propaganda เลย”

     ต่อ มาท่านได้พาพวกเรามายืนที่ข้างกุฏิของท่านทางด้านสระน้ำ มองเข้าไปในห้องเห็นโลงไม้สัก ซึ่งท่านทำเตรียมไว้ใส่ศพท่านเองมานานแล้ว พระในกลุ่มรูปหนึ่งเล่าให้กระผมฟังว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อเวลาที่กรุงเทพฯ ถูกทิ้งระเบิด ท่านจะลงไปนอนในโลงเตรียมพร้อม ส่วนที่ฝาผนังห้องเหนือโลงนั้น มีโครงกระดูกมนุษย์เต็มตัวแขวนไว้ ท่านบอกว่าเอาไว้เพ่งพิจารณา ต่อจากนั้นท่านได้ยังได้กรุณาสอนพวกเราอีกว่า “ถ้ากามฉันทะยังละไม่ได้ละก็ สมาธิก็ไม่สามารถเจริญได้ เพราะธรรมทั้งสองอย่างนี้เป็นข้าศึกแก่กันและกัน พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้คนที่มีกามราคะมากๆ มาบวช แล้วมาละเสีย ท่านไม่ต้องการให้พวกกามตายด้านหรือพวกกะเทยมาบวช แม้ตอนขานนาคก็ยังมีคำถามไว้ซักฟอก” ตอนนั้นกระผมไม่ทันได้พิจารณาถึงคำขานนาคในพิธีอุปสมบทให้ดี จึงได้เรียนถามท่านด้วยคำถามที่โง่ๆ ไปว่า “มีหรือครับที่ห้ามกะเทยมาบวช” ท่านก็ตอบกลับมาว่า “ให้ไปดูคำขานนาคเสียใหม่” ซึ่งต่อมาหลังจากได้พิจารณาแล้ว ก็นึกขึ้นมาได้ถึงคำว่า ปุริโสสิ (เจ้าเป็นบุรุษหรือเปล่า) นั่นเอง

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=514656