คำสอนหลวงปู่ที่ตรึงเข้าไปในจิต


เมื่อ ก่อนหลายปีมาแล้วตอนท่านเริ่มสร้างวัดที่ปีนัง และ KL พร้อมๆ กัน หลวงปู่ท่านจะไปๆ มาๆ ระหว่างปีนัง และ KL ช่วงไหนหลวงปู่มา KL ตอนเย็นหลังเลิกงานจะขับรถไปกราบท่านและช่วยท่านทำงานเล็กๆ น้อยๆ และไปสวดมนต์ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่

มี อยู่วันหนึ่งหลังเลิกงานก็ขับรถไปตามปกติ พอไปถึงทราบว่าท่านรับกิจนิมนต์ออกไปข้างนอก ตอนนั้นมีพระอยู่ประมาณ 3-4 รูป (ถ้าจำไม่ผิด) ไปถึงเวลาที่พระท่านทำวัตรเย็นพอดี ปกติเป็นคนไม่ชอบสวนมนต์ (หลวงปู่ดุประจำว่า เวลาสวดมนต์ให้เปล่งเสียงออกมาจากลำคอ ไม่ใช่ อืมๆ อำๆ อยู่ในคอ ) ทีนี้วันนั้นหลวงปู่ไม่อยู่ คิดไปว่า..ไม่สวดมนต์ดีกว่า …. แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไร เลยไปนั่งต่อแถวหลังพระ แล้วอือ.. นั่งสมาธิไปด้วยดีกว่า….

พระ ท่านก็สวดไป ไอ้เราก็นั่งสมาธิไป ทีนี้นั่งไปได้สักพัก เกิดคันที่หน้าขึ้นมา เอาไงดีหว่า..!!! ก็เลยคิดในใจว่าจะไม่ไปสนใจมันจะคันมากขนาดไหนก็จะไม่ไปเกาหรืออะไรมันเด็ด ขาด แล้วก็นั่งไปอาการคันมันก็คันขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด … เห็นอาการคันมันแยกออกมา กายอยู่ส่วน จิตอยู่ส่วน อาการคันอยู่อีกส่วน …. เฮ้ยเกิดอะไรขึ้นกัยเราเนี่ยะ..!!!

พอ ออกจากสมาธิ รู้สึกแปลกใจ และมีปิติ ที่ได้เจอสภาวะธรรมชนิดหนึ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน รู้สึกดีใจแต่เก็บไว้ก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้นะจะมาใหม่ คอยดูนะจะทำให้เหมือนเดิม และมันคงมีสภาวะธรรมขึ้นมาเหมือนเดิมอีก มาวันแล้ววันเล่า เอ๊ะ..ทำไมทำไม่ได้หว่า เอาไงดีไปถามหลวงปู่ดีกว่า

แล้วเย็นนั้นหลังจากทำวัตร นั่งสมาธิไปแล้ว ก็เลยตัดสินใจถามหลวงปู่ เล่าอาการที่เกิดขึ้นให้หลวงปู่ฟัง ท่านก็บอกว่า “ทำถูกแล้วนะ” แต่สภาวะ ธรรม เราจะไปบังคับให้มันเกิดไม่ได้นะ มันเกิดของมันเอง มันดับของมันเอง ที่เราไป”อยาก” ให้มันเกิด ความอยากนี่แหล่ะคือ ตัวมาปิดกั้นไม่ให้สภาวะธรรมเกิด มันเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง มาหลอกให้เราเห็นสภาวะธรรมเดิมๆ แล้วสภาวะธรรมที่สูงขึ้นจะไม่ปรากฎ คราวหน้าถ้าเจออะไรมาปรากฎ ก็ทำเป็นเหมือนแค่ไปชำเลืองมัน ไม่รู้ ไม่สน อะไรจะเกิดก็เกิด แค่ชำเลืองดูมันเท่านั้นเอง ทำไปเรื่อยๆ สภาวะธรรมที่สูงขึ้นจะมาปรากฏให้เห็น

มัน เป็นคำสอนที่ติดตรึงจิตมาถึงทุกวันนี้ เป็นคำสอนที่ดีมากๆ หลังจากวันนั้น พอเจออะไรเข้ามา ไม่เคยอยากที่จะให้มันเป็นอีกเลย แค่ชำเลืองมองอย่างที่หลวงปู่ท่านเมตตาบอกไว้เอง…

สาธุ กราบหลวงปู่…