การเกิดของสังขารในวงจรปฏิจจสมุปบาท

         สังขารในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง การกระทำหรือสิ่งปรุงแต่งหรือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น ตามที่ได้สั่งสม อบรม ประพฤติ ปฏิบัติมาแต่อดีต  พร้อมแฝงด้วยกิเลสอยู่ในทีที่พร้อมจะดำเนินต่อไปตามวงจรปกิจจสมุปบาทให้เกิดอุปาทานทุกข์ขึ้น   กล่าวคือ  อาสวะกิเลสอันเป็นสัญญาจำเจือด้วยกิเลส เป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันร่วมกับอวิชชาความไม่รู้  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสังขารชนิดที่จะก่อทุกข์ขึ้น  จึงเรียกว่าสังขารกิเลสหรือ “กิเลส” ก็ได้  คือกิเลสที่นอนเนื่องอยู่นั้นได้ทำงานอย่างเต็มตัว

         การเกิดขึ้นของสังขารในปฏิจจสมุปบาทนั้นมี ๓ ลักษณะ

         ๑. เกิดผุดขึ้นมาเอง  อุปมาดังโคลนตมที่หมักหมมเน่าเปื่อยอยู่ภายใต้ท้องธาร  เมื่อหมักหมมเน่าเปื่อยได้ที่ย่อมเกิดก๊าซต่างๆผุดลอยขึ้นมาเอง  ไม่สามารถควบคุมบังคับได้   หนึ่งในวิธีเกิดขึ้นของสังขารในปฏิจจสมุปบาทก็เป็นไปดังนี้    กล่าวคือ  อยู่ดีๆก็สังขารคิดอันเกิดขึ้นเนื่องจากอาสวะกิเลสที่ลอยผุดขึ้นโดยไม่สามารถควบคุมบังคับได้  จะไปบังคับว่า เจ้าจงอย่าได้เกิดขึ้น   เจ้าจงอย่าคิด   ล้วนควบคุมบังคับไม่ได้อุปมาดังโคลนตมที่หมักหมมเน่าเปื่อยอยู่ใต้ท้องธาร(อาสวะกิเลส)ที่ย่อมต้องผุดฟองอากาศอันเปรียบประดุจสังขารขึ้นมาได้เองจากการหมักหมม    ถ้าเราโยนิโสมนสิการพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายก็จะพบว่า ล้วนเป็นไปตามกระแสธรรมหรือธรรมชาติของผู้ที่มีชีวิตนั่นเอง  ความฝันก็เป็นการเกิดขึ้นในลักษณะนี้อย่างหนึ่งเช่นกัน

         อาสวะกิเลสตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าเป็นสัญญาอย่างหนึ่งนั่นเอง  สัญญาหรือความจำนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิต  ถ้าไม่มีสัญญาจำได้ในอดีตก็จะเกิดปัญหาขึ้น ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองทันที    จำไม่ได้ว่าทำงานหรือกิจถึงไหนแล้ว   จำไม่ได้ว่าวางกระเป๋าไว้ที่ไหน   จำไม่ได้ว่าบุคคลนั้นบุคคลนี้ชื่ออะไร  จำไม่ได้ว่าลืมปิดเตารีดที่บ้าน   จำไม่ได้ว่าทานข้าวหรือยัง   ลองพิจารณาแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสภาวะธรรมของชีวิตที่ปกติ  ถ้าขาดสัญญาจำเหล่านี้แล้ว ย่อมไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อีกเลย    บางครั้งออกไปข้างนอกบ้าน จนไกลแล้ว  สัญญาความจำได้ก็ผุดขึ้นมาว่าลืมปิดเตารีดบ้าง  ลืมปิดเตาบ้าง   ลืมกระเป๋าสตางค์บ้าง  ลืมโทรศัพท์บ้าง   สังเกตุได้ว่ามิได้เจตนาที่จะสัญญาหรือจำได้ขึ้นมาเลย  แต่เพราะเป็นธรรมชาติหรือองค์ประกอบของชีวิตจึงสามารถจำได้หรือผุดขึ้นมาได้เองเป็นองค์ในการดำเนินชีวิตนั่นเอง  เป็นเยี่ยงนี้อยู่บ่อยๆทั้งวันทั้งคืน   และดังที่กล่าวไว้แล้วเกี่ยวกับสัญญาจำใน อาสวะกิเลส และ สัญญา (รายละเอียดแต่ละองค์ธรรมปฏิจจสมุปบาท ในหน้ากระดานธรรม) ที่ทำงานอย่างเที่ยงตรงเหมือนดังเทปบันทึกเสียง ถ้าอยู่ในวิถีแล้ว จะดีชั่ว  ไพเราะหยาบคาย  ถูกใจไม่ถูกใจ  ต่างล้วนบันทึกไว้ ไม่สามารถเลือกจดจำแต่สิ่งที่ต้องการหรือจำแต่ในสิ่งที่ดีๆหรือชอบได้     อาสวะกิเลสก็เป็นไปดังนี้เช่นกันคือแม้เป็นความจำที่ทำให้จิตขุ่นมัวหรือกิเลสก็จดจำได้ ไม่สามารถไปบังคับไม่ให้จดจำได้   ดังนั้นจึงมีลักษณาการของการเกิดขึ้นมาเองได้โดยไม่ได้เจตนาหรือเกิดขึ้นเองโดยอัติโนมัติ  หรือผุดขึ้นมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจดังเช่นสัญญาอื่นๆเช่นกัน   จึงไม่มีใครหรือผู้ใดสามารถไปควบคุมบังคับได้เลยเพราะความที่เป็นส่วนหนึ่งอันจำเป็นยิ่งในการดำรงชีวิตคือสัญญา    และวิบากกรรมหรือผลของกรรมชั่วส่วนหนึ่ง  ก็เกิดขึ้นโดยผ่านสังขารนี้นี่เองจึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนยาวนานในชรา   และอีกส่วน   ของวิบากกรรมนั้นก็เป็นไปในรูปอจินไตยเป็นผลของกรรมแบบใดแบบหนึ่งออกมาในภพชาติต่อๆไปผ่านทางอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ในชราอีกเช่นกัน    ด้วยเหตุดั่งนี้นี่เองจึงไม่มีผู้ใดหลีกเลี่ยงวิบากกรรมหรืออาสวะกิเลสได้เลย  นอกจากผู้มีวิชชาจนสิ้นอาสวะกิเลสหรือเหนือกรรม

          ๒. เกิดการเจตนาขึ้นมาด้วยอวิชชา ตามอำนาจความเคยชินความชำนาญตามที่ได้สั่งสมอบรมไว้โดยตรง  แต่สิ่งที่สั่งสมอบรมเหล่านี้ล้วนแฝงด้วยกิเลสสิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัวอันเนื่องมาจากอาสวะกิเลส   และเพราะความไม่รู้(อวิชชา)นั่นเอง  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันเกิดสังขาร อันเป็นสังขารกิเลสหรือกิเลสนั่นเองให้กระทำการต่างๆให้ดำเนินและเป็นไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ปฏิจจสมุปบาท

           ๓. เกิดขึ้นจากการกระตุ้นเร้าจากการผัสสะโดยตรง  กล่าวคือเกิดแต่การที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปผัสสะโดยตรงต่อ รูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ ธรรมมารมณ์โดยตรง เกิดสังขารขันธ์ขึ้น  อันเป็นการไปกระตุ้นเร้าอาสวะกิเลส หรือไปกวนตะกอนกิเลสที่นอนก้นอยู่ให้เกิดการตื่นขึ้นทำงานหรือฟุ้งขึ้นนั่นเอง  ดังเช่น ตา ไปกระทบกับ บุคคลที่เกลียดชัง,  หู ไปกระทบ เสียงที่ด่าว่า เป็นต้น.   แล้วเป็นปัจจัยร่วมกับอวิชชา  จึงเกิดองค์ธรรมสังขาร หรือสังขารกิเลสขึ้น แล้วดำเนินต่อไปในวงจรปฏิจจสมุปบาท.

 

กลับสารบัญ