ภาษาบาลี(Paliจากศัพท์ภาษาเดิมว่า pāli)เป็นภาษาของอินเดียฝ่ายเหนือในราวสมัย500-600ปีก่อนคริสต์กาล อยู่ในตระกูลอินโดยุโรเปียน(Indo-European) และอยู่ในกลุ่มอินโดอารยันหรืออินดิก เช่นเดียวกับภาษาสันสกฤต นักปราชญ์ทางภาษาส่วนใหญ่จัดเข้าในกลุ่มอินโดอารยันหรืออินดิกสมัยกลาง(Middle Indo-AryanหรือMiddle Indic)แต่ผู้ที่ค้านว่าไม่ใช่ และ เป็นภาษาสมัยใหม่กว่านั้นก็มี เป็นภาษาปรากฤต(ภาษาถิ่นในอินเดียสมัยนั้น)ภาษาหนึ่ง ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถชี้ขาดลงไปได้ว่า เป็นภาษาของถิ่นใดกันแน่ และมีต้นกำเนิดมาจากภาษาอะไร อย่างไร แต่ส่วนใหญ่ลงมติกันว่า เป็นภาษาอินดิกสมัยกลาง รุ่นเก่ากว่าภาษาปรากฤตอื่นๆ โดยดูจากรูปภาษา ภาษาบาลีใช้กันแพร่กลายในฐานะภาษาที่ใช้เขียนคัมภีร์พุทธศาสนาฝ่ายหีนยาน(Hīnayāna)หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เถรวาท(Theravāda)

คำว่า pāliโดยปกติแปลความหมายว่า แถว แนว ขอบเขต เป็นต้น

ผู้ที่นับถือพุทธศาสนาส่วนใหญ่เชื่อว่า บาลีคือภาษาของชาวมคธ ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ทางใต้ของแคว้นพิหารปัจจุบัน เพราะพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธนานกว่าที่อื่น คงจะทรงใช้ภาษามคธในการเผยแพร่พุทธศาสนา ความเชื่อนี้แพร่หลายมากโดยเฉพาะในเมืองไทยสมัยก่อน จะเห็นได้จากพจนานุกรมหรือปทานุกรมรุ่นเก่าที่มักย่อชื่อภาษาบาลีว่า ม. อันหมายถึงมคธ คำว่าภาษามคธนี้ เป็นชื่อที่เรียกกันในเมืองไทยเท่านั้น ศัพท์เฉพาะที่เป็นชื่อภาษาของชาวมคธคือคำว่า มาคธี (Māgadhī)

แต่ก็มีนักปราชญ์ที่สำคัญสองคนคือ บุร์นุฟ (Burnouf) และลาสเสน (Lassen) ให้เหตุผลแย้งว่า ลักษณะของภาษามาคธีต่างกับบาลีหลายประการ จึงไม่น่าจะเป็นภาษาเดียวกัน เช่น

            1.       ภาษามาคธีใช้เสียง ś (ตาลุชะ) ในที่ที่ภาษาบาลีใช้เสียง s (ทันตชะ) ทั้งนี้เพราะภาษามาคธีมีเสียงอุสุมเสียงเดียว คือเสียงอุสุมชนิดตาลุชะ (palatal ś) ไม่ใช่เสียงอุสุมชนิดทันตชะ (dental s) เหมือนบาลี
            2.       เสียง r ที่บาลีมี มาคธีไม่มี ใช้เสียง l แทน
            3. เสียงท้ายคำนาม a-การันต์ วิภัตติ์ที่ 1 เอกพจน์ ที่บาลีเป็น o มาคธีเป็น e
            4.       เสียง y ระหว่างสระ (intervocalic ya) ของภาษามาคธีบางครั้งก็หายไป บางครั้งก็เปลี่ยนเป็นเสียง j ไม่คงเดิมตลอดเหมือนบาลี

เหตุผลดังกล่าวมีผู้แย้งตอบว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะพระพุทธเจ้าเป็นชาวแคว้นโกศล มิใช่แคว้นมคธ สำเนียงพูดย่อมเพี้ยนจากคนท้องถิ่นนั้นไปบ้างไม่มากก็น้อย เรียกว่าเป็นการพูดภาษามคธแบบชาวโกศล อีกประการหนึ่ง พระองค์ได้ตรัสว่าไม่ควรยึดมั่นในภาษาถิ่นใดถิ่นหนึ่ง เมื่อเสด็จไปสอนที่ใดก็คงจะทรงใช้ภาษาถิ่นนั้น ภาษาจึงอาจเกิดการปะปนกัน ประกอบกับการใช้ศัพท์เฉพาะที่แปลกออกไป  ภาษามาคธีที่พระพุทธเจ้าตรัส จึงไม่ควรจะเหมือนภาษามาคธีบริสุทธิ์ที่ชาวมคธใช้พูดกัน เพราะได้รับอิทธิพลมาจากภาษาอื่น

เหตุผลอีกข้อหนึ่งก็คือ เรารู้จักลักษณะภาษามาคธีอย่างที่เป็นอยู่นี้ จากบทละครสันสกฤตซึ่งเขียนขึ้นหลังสมัยพุทธกาลเป็นเวลานาน ไม่มีใครรู้ว่าในสมัยพุทธกาลภาษามาคธีมีลักษณะอย่างไร อาจคล้ายคลึงกับภาษาบาลีมากก็ได้ แล้วจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะหลัง ภาษาบาลีเองก็เป็นภาษาที่ถ่ายทอดกันมาโดยมุขปาฐะ (Oral Tradition) กว่าจะได้จารึกเป็นหลักฐานก็เป็นภาษาตาย ไม่มีใครใช้พูดกันแล้ว ในขณะที่ภาษามาคธีซึ่งยังไม่ตายได้มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงรูปไปเรื่อยๆ จนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงไม่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นภาษาเดียวกัน

นักปราชญ์ทางภาษาบางคน เช่น เวสเตอร์การ์ด (Westergard) คูห์น (E. Kuhn) และฟรังเก (R.O. Franke) อ้างหลักฐานจากศิลาจารึก ของพระเจ้าอโศกว่า พระมหินทรเถระโอรสพระเจ้าอโศก ผู้เดินทางไปเผยแพร่พุทธศาสนายังลังกาทวีป ได้ใช้ภาษาของพระองค์ซึ่งมีลักษณะคล้ายภาษาบาลี เมื่อลังการับคำสอนทางพุทธศาสนาจึงรับภาษานั้นมาใช้ด้วย และภาษานี้เองที่ได้วิวัฒนาการมาเป็นภาษาบาลีที่เรารู้จักกัน นักปราชญ์กลุ่มนี้สันนิษฐานว่า ต้นกำเนิดของภาษาบาลี น่าจะอยู่บริเวณตั้งแต่ใจกลางของประเทศอินเดียจนจดเทือกเขาหิมาลัยตะวันตก ใกล้เคียงกับบริเวณกรุงอุชเชนี เพราะพระมหินทรเถระเป็นชาวอุชเชนี   แต่ข้อเสนอดังกล่าว โอลเดนแบร์ก (Oldenberg) ไม่เห็นด้วย ทั้งข้อที่ว่า พระมหินทรเถระเป็นชาวอุชเชนี และข้อที่ว่าได้เสด็จไปสืบศาสนาที่ลังกา

ผู้รู้บางกลุ่มไม่บอกประวัติของภาษาว่ามีกำเนิดแต่ไหน เพียงแต่แปลคำว่า pāliว่ามาจาก pāla แปลว่า คุ้มครอง รักษา หมายถึง เป็นภาษาที่คุ้มครองรักษาพุทธศาสนาไว้ให้ยืนยงต่อมาตราบเท่าทุกวันนี้

บางคนก็เชื่อว่า ภาษาบาลีอาจเป็นภาษาที่พระพุทธองค์ทรงประดิษฐ์ขึ้น (Artificial Language) เพื่อใช้เป็นภาษากลางในการเผยแพร่พุทธศาสนา เพราะไม่ต้องการเลือกที่รักมักที่ชังด้วยการใช้ภาษาถิ่นใดถิ่นหนึ่ง แต่ได้ดัดแปลงให้ออกเสียงง่ายและสะดวกกว่าสันสกฤต รูปคำหลายรูปคลายความซับซ้อนลง และไม่เหมือนภาษาถิ่นใด อาจเป็นการรวมและหลอมออกมาใหม่แล้วตั้งชื่อใหม่ก็เป็นได้

ข้อที่ควรสังเกตก็คือ ภาษาบาลีเดิมไม่ได้ชื่อนี้   ไม่มีใครทราบว่าชื่ออะไร คำว่า pāliเดิมเป็นคำที่ใช้เรียกคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ชื่อภาษา เช่นในสำนวนว่า �ในพระบาลี� ซึ่งหมายถึงพระไตรปิฎก ภาษานี้ได้ชื่อว่า Pali หรือบาลี เพราะใช้ถ่ายทอดพระไตรปิฎก เช่นเดียวกับภาษาพระเวท ซึ่งไม่มีใครทราบว่าชื่ออะไร เรียกกันทั่วไปว่าภาษาพระเวท เพราะใช้บันทึกคัมภีร์พระเวท

ภาษาบาลีไม่มีตัวอักษรของตนเอง เรียกว่าเป็นภาษาพูดที่ถ่ายทอดกันมาโดยการท่องจำ ใช้ในถิ่นใดก็ใช้อักษรของถิ่นนั้นถ่ายเสียง เช่น ไทยก็ใช้อักษรไทย ลาวใช้อักษรธรรม เขมรใช้อักษรขอม (ส่วนใหญ่เป็นขอมบรรจง) ในซีกโลกตะวันตกใช้อักษรโรมัน ถ้าอักษรภาษาใดถ่ายเสียงได้ไม่ครบเสียงก็จะเปลี่ยนไป แต่ในปัจจุบันอักษรโรมันเป็นที่นิยมใช้มากที่สุดในการศึกษาภาษาบาลี เช่นเดียวกับภาษาสันสกฤต ในบทเรียนนี้จึงใช้อักษรโรมันถ่ายเสียงภาษาบาลี เพื่อให้สอดคล้องกับภาษาสันสกฤต ตามเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อีกทั้งเพื่อให้สะดวกในการเปรียบเทียบเสียงระหว่างภาษา ตามหลักภาษาศาสตร์ด้วย และเมื่อถ่ายเสียงด้วยอักษรโรมัน ก็จะใช้ชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า P

ที่มา https://wordpress.com/post/16282903/new/