วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2550

Posted by kingkaoz , ผู้อ่าน : 2140 , 22:46:05 น.
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เมื่อข่าวการเผยแพร่ความคิดที่ว่า พระพุทธเจ้า น่าจะไม่ได้อุบัติขึ้นในอินเดียโบราณ คนไทยเป็นจำนวนมากไม่เชื่อ บางคนถามว่า “คิดได้อย่างไรนี่” หรือ “เหลวไหล เพ้อฝัน ไร้สาระ ไม่มีอะไรจะทำหรืออย่างไร ทำไมไม่มุ่งดับทุกข์ตามคำสอนของพระองค์ มากกว่าที่จะมาพิสูจน์เรื่องอย่างนี้ สำคัญมากนักหรือว่า พระพุทธเจ้าจะเป็นชนชาติใด ผิดมากไหมหากจะไม่เห็นด้วย?

ทีมผู้วิจัย เห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญ แม้จะไม่ผิด ที่ต้องพิสูจน์ว่า พระพุทธองค์ เป็นชนชาติไทย ใครเห็นว่า ไม่สำคัญก็คงบังคับไม่ได้ หากพ่อแม่เราเป็นคนไทย แล้วมีฝรั่งมาบอกว่า เรา เป็นแขก เราก็คงไม่รับ จริงไหม? แต่นี่ เป็นเรื่ององค์พระศาสดาที่เราเคารพเทิดทูน อยู่ๆ ก็มีฝรั่งที่จะมุ่งหวังลาภสักการะ หรือผลทางการเมืองอะไรก็ช่างเถอะ มาทำการเปลี่ยนแปลงประวัติพระพุทธศาสนา เพื่อแสดงว่า เชื้อชาติของเขายิ่งใหญ่ และก็ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา มาเขียนประวัติพุทธศาสนาใหม่ ต้องถามถึงความชอบธรรมด้วย …ปฐม เหตุแห่งความสงสัยเกิดจากคำถามและข้อสังเกตบางประการ อาทิ

“เหตุใด ในประเทศไทย จึงมีโบราณสถานและโบราณวัตถุเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เป็นจำนวนมาก แต่ในอินเดียและเนปาล กลับมีไม่ถึง ๒๐๐ แห่ง

“ทำไม พระเจ้าอโศกของอินเดียไม่ได้จารึกเรื่องสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ ไว้ในเสาหินอโศก ทั้งๆ ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญมากตามที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา…..

“ทำไม ปีที่ขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอโศกอินเดีย (พ.ศ.๒๖๙-๓๐๖) จึงไม่ตรงกับข้อมูลที่เกี่ยวกับพระเจ้าอโศก (พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช) ที่ระบุในพระปฐมสมโพธิกถาว่า กระทำสังคายนาพระไตรปิฎก พ.ศ. ๒๓๕ และสิ้นพระชนม์ พ.ศ.๒๕๙ พระเจ้าอโศกอินเดีย กับพระเจ้าอโศกไทย จะเป็นคนละองค์กันหรือไม่….

“ช่วงเวลาเข้าพรรษา คือกลางเดือนแปด ถึงกลางเดือน ๑๑ ทำไมตรงกับเมืองไทยพอดี?”

ฯลฯ

ข้อ สงสัยเหล่านี้ ประจวบกับ ข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างสภาพจริงในอินเดีย และในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศ ประเพณี วิถีชีวิต โบราณคดี สถาปัตยกรรม ภาษา หลักฐาน/ตำนานไทย ฯลฯ ประกอบกับงานเขียนของพระธรรมเจดีย์ (ปาน) จุดชนวนทำให้พวกเราทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ขึ้น
ในอินเดียปัจจุบัน มีโบราณสถานและโบราณวัตถุจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับที่มีในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

นอก จากโบราณสถานที่อ้างว่า เป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม ปรินิพพาน และอีก 2-3 แห่งที่เมืองสานจี ถ้ำอาชันตา และนาลันทาแล้ว รวมทั้งสิ้นประมาณ ๑๒๑ แห่งแล้ว ไม่มีโบราณสถานอื่น เช่น พระพุทธบาท เจดีย์ วิหาร ฯลฯ หลงเหลือให้เห็นเลย แม้แต่ที่อ้างว่า พระเจ้า อโศกมหาราชสร้างวิหาร 84,000 วิหารถวายเป็นพุทธบูชา ก็ต้องถามว่า อยู่ที่ไหนบ้าง

พระเจ้าอโศก มหาราช จึงมี ๒ พระองค์ คือ พระเจ้าอโศกแขกที่ Sir Alexander Cunningham อ้างว่า ได้เขียนเสาจารึกพระเจ้าอโศกด้วยอักษรพราหมี กับพระเจ้าอโศกของไทย (พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช) ที่ครองเมืองอโสกไทย (เมืองปาตาลีบุตรหรือฮ้างหลวง) ซึ่งขณะนี้ มีหลักฐานเด่นชัดว่า เมืองปาตาลีบุตรอยู่ห่างจากศรีสัชนาลัย ๒-๓ ชั่วคืน (จารึกวัดศรีชุม) และพระเจ้าเทวานัมปิยัน ปิยทัสสี(Devanum Piyan Piyatassi) ซึ่งแขกอ้างว่า คือ พระเจ้าอโศกมหาราช กับพระเจ้าอโศกไทยที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎกและสร้างวัดวิหาร ๘๔.๐๐๐ แห่ง เป็นคนละองค์กัน

ในดินแดนสุวรรณภูมิ มีเจดีย์ พุทธวิหาร พระบรมสาริกธาตุ พระพุทธบาทมากมายรวมกันเป็นหมื่นแห่ง เช่น พระเสมหธาตุ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงอาเจียน ออกมาเป็นพระโลหิต ก็มีพบเห็นที่วัดเพชรพลี จังหวัดเพชรบุรี นอกจากนี้ ยังมีถ้ำพระพุทธฉาย รอยพระพุทธบาท อยู่หลายแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ

ในสมัยพระพุทธกาล ประเทศเขมรเป็นดินแดนที่เรียกว่า “กุรุราฐ” (แดนทราย กุรุ=ทราย) ส่วนใหญ่เป็นแผ่นดินล้อมรอบด้วยทะเล ชายฝั่งทะเลด้านเหนืออยู่ที่ฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเห็นได้ชัดเจน คือเขาพระวิหาร จะเป็นเชิงเขาลึกลงไป เพราะเป็นทะเลลึกในอดีตกาล ในพงศาวดารกรุงเก่า ระบุไว้ชัดเจนตอนพระนเรศวรเสด็จไปปราบพระยาละแวก และทำพิธีปฐมกรรม สมเด็จพระนเรศวรได้เอ่ยถึงเขมรว่าเป็น “อินทปัตถ์นครแห่งกุรุรัฐ” หรือ กุรุราฐ.
สภาพภูมิประเทศ ของเนปาล และอินเดียในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกหลายประการที่ เกี่ยวกับปราสาท 3 ฤดู ช่วงเวลา เข้าพรรษา และระยะทางจากเมืองต่างๆ ตามที่ปรากฏในพระสูตร และตามที่เป็นจริง

ปราสาท 3 ฤดู ตามพุทธประวัติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถเจริญวัย พระราชบิดาได้โปรดให้สร้างปราสาท 3 ฤดู คือ ปราสาทฤดูร้อน ปราสาทฤดูฝน และปราสาทฤดูหนาว

แต่เมื่อดูที่ตั้งในเนปาล ดินแดนที่อ้างว่าเป็นที่ตั้งของกรุงกบิลพัสดุแล้ว ปรากฏว่า อยู่เหนือเส้นขนานที่ 24 จัดอยู่ในเขต Tropic of Cancer ซึ่งมี 4 ฤดู ประเทศเนปาลตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัยซึ่งโดยทั่วไปจะมีอากาศเย็น ดังนั้นกรุงกบิลพัสดุซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาท 3 ฤดูจึงไม่น่าจะอยู่ใน ประเทศเนปาล

ช่วงฤดูเข้าพรรษา ตามพระวินัยกำหนดให้พระอยู่ประจำพรรษา 3 เดือนในช่วงเดือนสิงหาคม-กลางเดือนตุลาคม (กลางเดือน ๘ – กลางเดือน ๑๑) ตรงกับช่วงเข้าพรรษาในเมืองไทยไม่คลาดเคลื่อนเลย

แต่ในเนปาล และอินเดียตะวันตก จะมีฝนตกในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ดังนั้นการกำหนดช่วงเข้าพรรษา จึงน่าจะไม่ใช่กำหนดตาม สภาพ ภูมิศาสตร์ในเนปาลหรืออินเดียตะวันตก แต่น่าจะกำหนดตามสภาพภูมิศาสตร์ ในดินแดน สุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของไทย ลาว เขมร พม่า และมอญในปัจจุบัน เพราะแม้ เหตุการณ์จะผ่านไปกว่าสองพันปีช่วงเวลาเข้าพรรษาก็ตรงกับที่บัญญัติไว้ในพระ วินัย
สถาปัตยกรรมที่ปรากฏอยู่บน สิ่งปลูกสร้างและเจดีย์ต่างๆ ในประเทศไทย มีลักษณะโดดเด่นในด้านความสวยงาม ประณีต อ่อนช้อย ไม่มีใครเหมือน และยืนยงอยู่เป็นพันๆ ปี

รูปร่างวัด โบสถ์ และเจดีย์ทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในดินแดนสุวรรณภูมิ มีลักษณะ เด่น แตกต่างจากของ แขกอย่างสิ้นเชิง

ใน ดินแดนสุวรรณภูมิ ไม่ว่าจะเป็นในไทยลาว พม่า มอญ มีวัด วิหาร และโบสถ ์เป็นจำนวนหลายหมื่นแห่ง บางวัดมีอายุกว่า สองพันปี ลักษณะเด่นเหล่านี้ ถ่ายทอด มาถึงวัดไทยในปัจจุบัน แม้จะมีความแตกต่าง กันบ้างในแต่ละภูมิภาค แต่องค์ประกอบ ยังคงเหมือนกัน
ส่วนวัดในอินเดียหรือเนปาลในปัจจุบัน มีลักษณะออกไปทางฮินดู ไม่ประณีต แม้แต่พระเจดีย์ ที่พุทธคยาก็มีรูปร่างแปลก ฝีมือการก่อสร้างก็มีความประณีตสู้พระเจดีย์ ในประเทศไทย เช่น ที่วัดอรุณ พระแก้วมรกต พระธาตุพนม จังหวัดหนองคาย หรือ พระมหาเจดีย์ที่ผาน้ำย้อย จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นต้น สถานที่สร้าง ครอบพระพุทธรูปปางไสยาสน์จำลอง ที่เมืองซึ่งอ้างว่าเป็นกุสินาราย ก็สร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่พระเศียรหนุนหมอน แต่ในพระคัมภีร์บรรยายว่า ซึ่งประทับนอน โดยใช้พระหัตถ์ขวาหนุนพระเศียร เป็นต้น.

หากพุทธ สถาปัตยกรรมมาจากอินเดีย ทำไม เจ้าของไม่มี อะไรหลงเหลือไว้ให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจ จึงไม่ง่าย ไปหรือ ที่เราจะไปเชื่อว่า เรานำพุทธสถาปัตยกรรม มาจากอินเดีย

พุทธศิลป มีความ ละเอียดอ่อนมาก ต้องการช่างศิลป ที่มีจิต ศรัทธาในการสร้างสรรค์ ผลงาน และมีนายทุน ที่มีความเลื่อมไสศรัทธา จึงสามารถ สร้างผลงาน พุทธสถาปัตยกรรม ที่ประณีต โดดเด่น ดังที่พบเห็นในวัดโบราณทั้ง ในต่างจังหวัด และในเมืองใหญ่หรือในกรุงเทพมหานคร
วิถีชีวิตของบรรดาพระ ภิกษุ พระภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และชาวบ้านชาวเมืองดังที่ปรากฏใน พระไตรปิฎกกับ กับวิถีชีวิตชาวอินเดียและเนปาลในปัจจุบัน มีหลายอย่างที่ขัดแย้งกัน อาทิ ความใจกว้าง ความใจบุญ อาหารการกิน พืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นต้น

นิสัยใจคอของชาวอินเดีย ในกลุ่มคนไทยเป็นที่รู้กันเมื่อถามว่า เห็นแขกและงู คนไทยจะ ตีอะไรก่อน คำตอบก็คือ ตีแขกก่อน ที่เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะ แขกที่คนไทยรู้จัก เป็นคนอย่างไรย่อมเป็นที่เข้าใจกัน ดังนั้น เมื่ออ่านพบว่า มีเรื่อง เศรษฐีใจ บุญ ที่ตั้ง โรงทานแจกทาน คนยากจน สร้างมหาวิหารถวายพระพุทธองค์ ปรากฏในพระไตรปิฎก เช่น อนาถปิณฑิก(มหาอุบาสก) เศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี (ตำบลสาวะถี ขอนแก่น) หรือ เศรษฐีธนัญชัยบิดาของนางวิสาขามหาอุบาสิก ที่พระเจ้าพิมพิสารทรงอนุญาตให้อพยพมาอยู่แคว้นโกศลตามคำขอของพระราชาปทีป เสนธิโกศล และได้มาสร้างเมืองสาเกต(ร้อยเอ็ด) ฯลฯ ก็น่าจะยอมรับได้ว่า ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมินี่เอง

ข้าวที่ บริโภคในสมัยพระพุทธกาล สิ่งที่พระภิกษุไทยแปลกใจมาก ก็คือ พระพุทธองค์ เสวยข้าวเหนียว ทั้งนี้ รวมทั้งข้าวปธุปายาส (ข้าวทิพ) และข้าวยาคู ก็ทำจากข้าวเหนียว

คำว่า “ในบ้าน” ดังปรากฎอยู่ในเรื่องราวต่างๆ ในพระไตรปิฎก หมายถึง “ในหมู่บ้าน” เป็นคำที่ชาวอิสาน ใช้กันแม้ในปัจจุบันนี้ เช่น “แม่ใหญ่จะเข้าไปในบ้าน เพื่อซื้อหมากพลู….” อยากทราบว่า อินเดียใช้ในความหมาย อย่างนี้หรือไม่ ใครทราบช่วยบอกด้วย
ใน ประเทศไทย ลาว เขมร พม่าและมอญ การดำเนินชีวิตกลมกลืนกับเรื่องราวในพระไตรปิฎก คนถิ่นนี้ โดยเฉพาะคนไทย-ลาว จึงอ่านเรื่องราวในชาดก หรือพระสูตร อย่างเข้าใจ เพราะไม่มีอะไรขัดแย้งกับที่เคยพบเห็นในอดีตหรือปัจจุบัน

้พืชพันธุ์ธัญญาหาร มากกว่า ๒๖๔ ชนิดที่ได้กล่าวถึงในพระไตรปิฎกเป็นพืชท้องถิ่นของสุวรรณภูมิ อาทิ

“หญ้า กับแก้” หญ้าชนิดหนึ่ง ที่พระพุทธองค์เสวยแทนอาหาร เมื่อครั้งแสวงหาสัจธรรม (หญ้ากับแก้ เป็นภาษาอีสาน ภาษากลางคือ หญ้าตุ๊กแก) หลังจากที่ทรงอดพระยาหาร จนผมหนังติดกระดูก พระองค์จึงเริ่มเสวยดูดน้ำจากหญ้ากับแก้นี้ก่อน หลังจากนั้นก็เสวยผลกะเบา แล้วจึงเสวยพระกระยาหารปรกติ

“ลูกกะเบา” ก็เป็นพืชที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ลูกกะเบาใช้รักษาโรคเรื้อนได้

“เล็บเหยี่ยว” (ลูกเล็บแมวของอิสาน) พระพุทธองค์อนุญาตให้นำมาทำเป็นน้ำปานะได้

“ชมพู” คือลูกหว้าชมพู ซึ่งเป็นลูกหว้าขนาดใหญ่ มีสีและขนาดเหมือนลูกเชอรี่ ประเทศอินเดียมีลูกหว้าขนาดใหญ่กว่าหว้าชมพู แต่ชาวอินเดียไม่ได้ใช้คำว่า “ชมพู” เป็นชื่อเรียกลูกหว้าชนิดนั้น
ภาษามคธ เป็นภาษาของชนชาติไทยโบราณ เนื่องจากเป็นภาษาที่บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเรียกว่า บาลี ซึ่งแปลว่า คำสอน ภาษามคธจึงนิยมเรียกว่า ภาษาบาลี

ภาษาบาลี เป็นของชาวสุวรรณภูมิ แต่กลายเป็นของอินเดีย เพราะฝรั่ง เช่นกัน หนึ่งใจจำนวนนั้นคือ คุณหมอบลัดเลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราช และผู้ก่อตั้งโรงเรียนอรุณประดิษฐ์ จังหวัดเพชรบุรี และเป็นผู้ตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศสยาม คุณหมอบลัดเลย์ท่านบอกว่า อักษรไทยมาจากอินเดียใน พ.ศ. ๒๔๑๓

ภาษามคธ มีอักษรที่ใช้จารึก เรียกว่า อักษรธรรม ซึ่งออกแบบให้เขียนตามหลักไวยกรณ์และหลักการสังโยคภาษาบาลี เช่น ตำแหน่งพยัญชนะและสระจม สระลอย ใบลานส่วนใหญ่ที่พบเห็นที่อิสานหรือทางเหนือ ล้วนเป็นพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาหรือเกี่ยวเนื่องกันทั้งนั้น

หากภาษาบาลีไม่ใช่ภาษาของชาวเหนือและอิสานแล้ว เหตุใดการประดิษฐ์อักษร จึงสอดคล้องความต้องการใช้ในภาษาบาลี

อักษร ขอมก็เช่นเดียวกัน เป็นอักษรไทยที่ขุนขอมไทยประดิษฐ์ขึ้น 15 ปีหลังจากน้องชายของท่าน คือ ขุนสือไทย คิดลายสือไทยขึ้นเมื่อปีอิน 1235 (6,765 ปีมาแล้ว) ลายสือไทยและลายขอมไทยจึงเป็นอักษรไทย ไม่ใช่ของเขมร และไม่คำว่า “ภาษาขอม” มีเฉพาะ “อักษรขอม” นักภาษาไทยควรใช้คำให้ถูกต้อง

ดัง นั้น ภาษาธรรมที่ใช้บันทึกคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งมีหลักฐานว่า มีภาษาเขียนแล้ว เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสคำว่า “ใบลานเปล่า” “มา ปิฎก…ไม่ให้เชื่อตำรา….” มาตั้งแต่ครั้งที่ทรงพระชนม์อยู่

นอกจากนี้ การใช้ภาษาบาลีและภาษาไทยลาวควบคู่กันมีรูปแบบที่ชัดเจน ที่แสดงว่า ชาวมคธกับชาวไทยลาวเคยอยู่ร่วมกันหรือเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน หากแต่ว่าสองพันกว่าปีทำให้ภาษากรายเป็นอย่างปัจจุบัน โปรดดูข้อสังเกตของคุณอาตม ใน”ความจริงซึ่งไร้หลักฐานทางเอกสาร ที่นักวิชาการต้องหัวร่อ”

การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๑ ต้องมีการบันทึกลงใบลานแล้ว มิใช่จดจำหรือเป็น “มุขปาฐะ” ดังที่สั่งสอนกันว่า มีการบันทึกลงใบลานครั้งแรกในสังคายนาครั้งที่ ๔ ที่ลังกา

ต่อไปนี้ แสดงให้เห็นว่า ภาษาบาลี อยู่ในสุวรรณภูมิ

6.1 ชื่อเมือง แม่น้ำ ป่า คนฯลฯ ในสุวรรณภูมิส่วนมากใช้ภาษาบาลี เช่นแม่น้ำกุกกนที (แม่น้ำกก) แม่น้ำ ขรนที หรือ แม่น้ำธนนที (แม่น้ำโขง) ธนมูลนที (แม่น้ำมูล) ชีวายนที (แม่น้ำชี) ลัมภคารีวัลย์ (ลำปางหลวง) ฯลฯ จึงมั่นใจว่า ภาษามคธหรือภาษาบาลี เป็นภาษาดั้งเดิมที่ชาวไทยลาวใช้ในแดนสุวรรณภูมิ ดังนั้นแคว้นมคธ จึงน่าจะอยู่ในแดนสุวรรณภูมิมากกว่าอยู่ในอินเดีย
แม้แต่คำว่า “ของลับ” ที่ใช้กันในภาษาไทยและลาว ก็เป็นภาษาบาลี คือ “คุยห” ที่มีการแผลงสระอุ เป็น ว (ภาษากลาง) หรือ ตัดไปเลย (ภาษาอิสาน) ส่วน “ห” เสียงหายไป

อีก คำหนึ่งคือ กาลามะ ที่มาของ “กาลามสูตร” ก็มาจากพวก “กุลา” แผลง อุ เป็น อะ และเป็นอา ชาวกุลาเป็นชนเผ่าหนึ่งทางภาคอิสาน อาศัยอยู่แถวทุ่งกุลาร้องไห้

6.2 วัฒนธรรม ของสุวรรณภูมิมีมายาวนาน ตามการศึกษาจากกระเบื้องยางที่คูบัวของพระราชกวี (อ่ำ ธัมมทัตโต) แห่งวัดโสมนัสวิหาร

ถ้า เทียบกับภาพยนตร์ ก็คล้ายกับว่า Episode 1 2 3 หรือหนังม้วนแรกๆ ที่บอกว่า อินเดียนำวัฒนธรรมไปจากดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อหลายพันปีมาแล้วเกิดสูญหายไป เหลือแต่ Episode 4, 5, 6 หรือหนังม้วนหลังๆ ที่ฉายให้เห็นว่า วัฒนธรรมอินเดียแผ่ซ่านมาถึงดินแดนสุวรรณภูมิ อะไรต่ออะไรจึงกลายเป็นของอินเดียหมด แม้แต่ศาสนาพราหมณ์ ภาษาบาลี เป็นต้น

ข้อมูลใหม่ (ข้อมูลจาก คุณกฤตกิตติศักดิ์ ไพตรีจิตต์ นักศึกษาประวัติพุทธศาสนา-ไต้หวัน)

หลัก ฐานเอกสารหนึ่งที่แสดงว่า ภาษาบาลีเกิดขึ้นในดินแดนไทย คือ หนังสือ O. von Hinuber. Seleced Papers on Pali Studies. Oxford: The Pali Text Society,1994, ที่มีเนี้อหาบางตอนได้กล่าวถึง คำว่า “บาลี” ว่า ชาวตะวันตกได้รู้จักคำว่า “บาลี” หรือ “ภาษาบาลี” เป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 โดย M. Simon de la Loubere ซึ่งเป็นเอกอัครราชฑูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งราชอาณาจักรฝรั่งเศส ได้ถูกส่งมาประจำที่ไทย ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ ค.ศ.1687 (พ.ศ. 2230) โดยกล่าวว่า บาลีเป็นภาษาที่คณะสงฆ์ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย หลักฐานนี้สนับสนุนว่า ภาษาบาลีเกิดในประเทศไทย และแสดงให้เห็นว่า ชาวตะวันตกได้รู้จักภาษาบาลีครั้งแรกจากประเทศไทย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมฝรั่งไม่ได้รู้จักชื่อ “บาลี” นี้จากที่อื่น ทั้งๆ ที่ในสมัยนั้นฝรั่งตะวันตกจากประเทศต่าง ๆ ได้ออกไปล่าอาณานิคมในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศรีลังกาและอินเดีย ฯลฯ แต่ก็ไม่มีการกล่าวถึงภาษาบาลีเลย มีที่กล่าวถึงก็เฉพาะภาษาสันสกฤต (ที่ชาวอังกฤษบางคนชื่อ James Prinsep เป็นผู้เชี่ยวชาญ) อาจเป็นไปได้ว่า ภาษาบาลีที่คณะสงฆ์ในแถบประเทศอื่น ๆ ใช้นั้น ไม่ได้มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง หรือเด่นชัดเท่ากับที่ใช้ในประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นต้นฉบับของภาษาบาลี จึงมีการใช้ภาษาบาลีกันอย่างแพร่หลาย แม้ว่าเวลาจะห่างจากสมัยพุทธกาลตั้ง สองพันปีมาแล้ว ประเทศไทยมีพระสงฆ์และประชาชนที่สามารถอ่านและเขียนภาษาบาลีมีจำนวนมากที่ สุดในโลก ไม่ใช่ชาวอินเดียอย่างที่เข้าในกัน
ตำนาน แม้ว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับว่า เป็นเอกสารที่อ้างอิงได้ของนักประวัติศาสตร์ที่ยึดแนวตะวันตก แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ตำนานส่วนใหญ่เป็น “มุขปาฐะ” หรือ “Oral Tradition” ที่บรรพบุรุษได้เล่าเรียงต่อกันมา แม้จะมีการแต่งเติมบ้าง ก็เชื่อว่า แก่นของเรื่องยังมีให้เห็นพอที่เราจะใช้สืบสาวเรื่องราวหาหลักฐานทางรูปธรรม มาสนับสนุนได้

ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพงศาวดารเหนือและใบจารลาว/อิสาน ได้อ้างอิงหลักฐานการเกิดพระธาตุและ เจดีย์ต่างๆ ไว้มากมาย

ใน พงศาวดารเหนือ เรื่องราวที่พบมากที่สุดเกี่ยวโยงกับพุทธประวัติ และการเกิดขึ้นของเมืองต่างๆ เช่น โยนกเชียงแสน และการที่พระพุทธองค์ พร้อมกับ พระยาอโศก(คนละองค์กับพระเจ้าอโศกมหาราช) กับพระอานนท์ หรือพระเถระองค์อื่นเสด็จไป ณ ที่ต่างๆ ได้ประทาน พระเกศาให้เจ้าเมือง หรือชาวบ้านเก็บไว้บูชาพร้อมกับพยากรณ์ว่า ที่แห่งนั้นในอนาคต จะเกิดอะไรขั้น มีใครมาครอง แล้วจะเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุเจดีย์ หรือวิหารชื่ออะไร ดังปรากฏ ในตำนานพระเจดีย์แต่ละแห่ง

ส่วนในใบลาน จารของลาว ก็มีการเอ่ยชื่อ เมืองที่ปรากฏในพระไตรปิฏก เช่น เมืองคันธาง เมืองสาเกต(ร้อยเอ็ด) เมืองปาวาย (เมืองโบราณริมแม่น้ำปาว) และกรุงกบิลพัสดุ์
หลังจากตั้งเมืองใหม่ตามคำแนะนำของฤษีกบิลซึ่งเป็น พระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า ได้มีกษัตริย์ปกครอง ๘๔,๐๐๐ องค์ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นนครพิชัยเชตุดรในสมัยพระเวชสันดร หลังจากมีกษัตริย์ปกครอง ๑๖๓,๐๐๐ องค์ก็เปลี่ยนกลับมาเป็นกรุง กบิลพัสดุ์อีก ซี่งก็คือจังหวัดอุดรในปัจจุบัน

ชาวลาวและชาวอิสาน เชื่อกันต่อเนื่องกันมาว่า พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากพระเวสสันดร ดังจะเห็นได้จากการฉลองงาน “บุญผะเหวด” ยิ่งใหญ่กว่าทุกภาค

หลักฐาน อีกประการหนึ่งที่ยืนยันว่า พระเวสสันดรและพระนางมัทรีอุบัติขึ้นในอุดร (กรุงกบัลพัสดุ์และกรุงสัญชัย หรือพิชียเชตุดร) และอำเภอด่านซ้าย (กรุงเทวทหะ) ในจังหวัดเลยก็คือพิธีแห่ “ผีตาโขน” จากหนังสือ “กินนรี” ของการบินไทย หน้า ๔๑ เขียนว่า ผีตาโขน …มาจาก “ผีตามคน” ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อพระเจ้ากรุงสัญชัยกับพระนางผุสดีไปเชิญพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับ เมือง ขบวนแห่เข้าเมืองมีคนป่าที่เคยปรนนิบัติและเคารพรักพระเวสสันดรร่วมขบวนมา ส่งด้วย ต่อมาก็เพี้ยนเป็น ผีตาขน และ ผีตาโขนในที่สุด..
นอกจากที่กล่าวมาตามหัวข้อต่างๆ แล้ว ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ในทาง พระพุทธศาสนา อาทิ
หาก พระภิกษุอยู่ในเนปาล ซึ่งอยู่เชิงเขาหิมาลัย อากาศคงหนาวมาก พระภิกษุจะอยู่ได้อย่างไรโดย ครองจีวรบางๆ ไม่กี่ชิ้น และไม่สวมรองเท้า ยิ่งในช่วงสองพันปีมาแล้วคงหนาวเยือกเย็นกว่า ปัจจุบันเป็นอย่างมาก (แค่ ๓๐ ปี กรุงเทพก็มีอากาศเย็นกว่าในปัจจุบัน)

ไม่มีการเอ่ยถึงหิมะ ในความหมายของ Snow ในพระไตรปิฎก แต่ใช้เฉพาะหิมะในความหมายของ ความเห็น หิมพานต์ มาจาก หิมะ (เย็น) + วนต (มี)=มีความเย็น ส่วนใหญ่ เข้าใจว่า เป็นน้ำค้าง ป่าหิมพานต์ คือ ป่าน้ำค้าง เพราะไม่เย็น ก็จะไม่มีน้ำต้าง จึงหมายถึงป่าดงดิบทางเหนือ หรืออิสาน ซึ่งปัจจุบัน ก็ยังมีหมอกเป็นน้ำค้างฝอยเม็ดโตๆ พรั่งรูลงมาให้เห็นกันอยู่ ป่าหิมพานต์จึงหมายถึง ป่าบริเวณภูพาน เขาใหญ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เลย และภาคเหนือ

ฤาษีที่ห่มหนังเสือ ไม่ปรากฏในอินเดีย พบเห็นแต่ในเมืองไทย เพราะอากาศเมืองไทย เอื้อที่จะให้ฤาษี ห่มหนังเสือได้ ในพงศาวดารพระนโรศวร กับ พระเอกาทศรถ เคยยกกองทัพผ่านวัด “ฤษีซุม” (วัดที่มีฤาษีมาก)

หน่วยวัดระยะทาง ในพระไตรปิฎกใช้หน่วยวัด เป็น โยชน์ เส้น งาน วา ศอก คืบ ตรงกับที่ใช้ในดินแดนสุวรรณภูมิโดยเฉพาะในประเทศไทย ส่วนในอินเดียไม่ได้ใช้หน่วยวัดระยะทางตามที่กำหนดไว้ในพระไตรปิฎก

ใน สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา บรรพบุรุษของไทยใช้หน่วยวัดนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น ระยะทางที่พระเจ้าปราสาททองเสด็จจากวังหลวงไปยังพระตำหนักพักร้อนซึ่งอยู่ ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะอยุธยาโดยทางชลมารค มีระยะทาง ๓๙๐ เส้น (เกือบ ๑๖ กิโลเมตร) จากที่ประทับพักร้อนไปถึงตำหนักท่าเรือฝั่งตะวันออกของคือพระตำหนักเจ้าสนุก ห่างออกไป ๖๖๐ เส้น (ประมาณ ๒๔ กิโลเมตร) ในเขตสระบุรีปัจจุบัน แล้วจึงเสด็จไปประทับที่ตำหนักธารเกษม(ธารทองแดง) ซึ่งอยู่เชิงเขาพระพุทธบาท เป็นต้น